ผีจ้างหนัง

ประวัติ ตำนานลึกลับ ผีจ้างหนัง

ผีจ้างหนัง คำชะโนด เป็นป่าที่เต็มไปด้วยเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ผีจ้างหนัง คำชะโนด เรื่องลี้ลับ เรื่องอาถรรพณ์ แล้วก็มันเป็นป่าที่มีตำนาน ที่คนไทยในภาคอีสาน รวมทั้งชาวลาวให้ความยำเกรง เพราะเหตุว่าเช้าใจกันว่าเป็นที่ตั้งของเมืองพญานาค แล้วก็วังพญานาค ต้นตำนานแม่น้ำโขง เป็นป่าที่มีความน่าดึงดูดใจในทางวิชาพฤกษศาสตร์ ที่โลกจำต้องตลึง!!! กับต้นคำชะโนดที่แก่นับหลายร้อยปี รวมทั้งมีอยู่ที่เดียวในป่าคำชะโนด ที่นี้ที่เดียวแค่นั้น

ป่าคำชะโนด ที่นี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 20 ไร่ในต.วังทอง อ.บ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ป่าคำชะโนด ที่ตั้งตามลักษณะตำแหน่งที่ตั้ง เนื่องด้วยรอบๆนั้นมีต้นชะโนด (อยู่ในเชื้อสายเดียวกับปาล์ม คล้ายตาล ต้นหมาก หรือไม่ก็ต้นมะพร้าว แม้กระนั้นสูงขึ้นมากยิ่งกว่า) ขึ้นกับอย่างหนาแน่น มองดูไปทางไหนก็มองเห็นแต่ว่าทิวชะโนดสูงเด่นเป็นสง่า ปี 2520 เป็นครั้งแรกที่ประชาชนได้ทำตรวจปริมาณต้นชะโนดในป่าที่นี้ มีอยู่ราว 2,000 กว่าต้น กระทั่งมาถึงปี 2544 ประชาชนตรวจอีกทีพบว่าต้นชะโนดลดลงเหลือเพียงแค่ 1,865 ต้น แต่กระนั้นตรงนี้ยังคงความเย็นเปียกชื้นรวมทั้งให้บรรยากาศวังเวงอย่างเดิม แต่ว่าที่น่าประหลาดใจเป็น ถ้าหากพ้นจากป่าดงชะโนดที่นี้ไป ห่างกันเพียงแค่ไม่ถึง 300 เมตร ก็ไม่มีต้นชะโนดปรากฏให้มองเห็นแม้กระทั้งต้นเดียว นี่เองก็เลยทำให้แผ่นดินราว 20 ไร่ ถูกให้ฉายาให้เป็นป่าที่ชะโนดขนานแท้ รวมทั้งมีเรื่องมีราวเล่าต่างๆนามาแม้กระนั้นโบราณ

ตำนานลึกลับ – ผีว่าจ้างหนัง
“เคยมีคนคิดเอาต้นชะโนดไปปลูกที่อื่นๆนะ แม้กระนั้นไม่นานก็จะต้องเอากลับมาคืนที่เดิม เนื่องจากว่าชีวิตงานการไม่รุ่งโรจน์ ชีวิตครอบครัวมีแต่ว่าความทุกข์ร้อน ขนาดว่าเพียงแค่เอาเม็ด หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง บางทีก็อาจจะเป็นใบแห้งๆออกมาจากป่า ท้ายที่สุดจำต้องเอามาคืนกันหมด” ทองคำอินทร์ ปักเสติ ราษฎรโนนเมือง ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ๆกับป่าคำชะโนด กล่าว นี่ก็เกิดเรื่องเล่าของป่าอาถรรพณ์ที่นี้

ป่าอาถรรพณ์ที่นี้ได้แปลงเป็นสถานที่โด่งดังเรื่องของความน่าสะพรึงกลัวเลวข้ามคืน เนื่องจากเรื่องเล่า “ผีว่าจ้างหนังที่คำชะโนด” (คนอีสานเรียก ผีบังบด หรือเมืองลับแล ไม่อาจจะเห็นได้ทั่วๆไป นอกเสียจากว่าจะมีอะไรบันดาลใจให้มองเห็น) มีเรื่องมีราวเล่าว่าโดยเมื่อปี พุทธศักราช2532 ธงชัย แสงสว่างชัย ผู้ครอบครองค่ายหนังเร่ดังที่กล่าวมาข้างต้น ได้เล่าว่า ตัวเองถูกจ้างจากใครสักคนให้ไปฉายหนังกลางแปลงที่งานวัด ที่หมู่บ้านวังทองคำ แถวป่าคำชะโนด ด้วยจำนวนเงิน 4,000 บาท แม้กระนั้นมีเงื่อนไขเป็น จำเป็นต้องฉายจบเพียงแค่ตี 4 ของวันใหม่ แล้วก็ให้ออกจากหมู่บ้านก่อนใกล้จะสว่าง โดยห้ามหันหลังกลับมามองดู…

ภายหลังที่ชำระเงินเงินมัดจำเสร็จ ผู้ครอบครองหนังก็จัดการตระเตรียมของวัสดุอุปกรณ์สัมภาระ ฟิล์มถ่ายรูปหนังที่จะนำไปฉาย ไปกับลูกน้องอีก 4 รวมเป็น 5 คน โดยขึ้นรถบรรทุก 6 ล้อมีหลังคา ออกมาจากตัวจังหวัดบ่ายคล้อยขับขี่รถเข้าไปแถวป่าคำชะโนดก็เริ่มมืด ยิ่งขับไปทางทางดังที่นายจ้างบอกก็มองไม่เห็นว่าจะพบหมู่บ้านหรือผู้ที่จะมารับ ก็เลยนึกว่าหลงกัน ระหว่างหยุดรถยนต์ว่าจะย้อนกลับไปดีไหม ก็มีสตรี 2 คนสวมชุดดำมาร้องเรียกว่าจะนำไปที่วัด ผู้ขับที่เป็นเจ้าของหนังก็รับขึ้นรถ แม้กระนั้นเอ็งก็สงสัยว่า 2 คนนี้โผล่มาจากไหนในที่มืดๆอย่างงี้ ยานพาหนะอะไรก็ไม่มี

เมื่อขับเข้าไปในหมู่บ้านก็ยิ่งให้เชิญชวนสงสัยใหญ่ว่า เพราะอะไรไม่มีเสียงลำโพงออกมาจากงานวัด ไม่มีเสียง หมอลำ หรือการละเล่นอะไรเลย พอเพียงไปถึงหมู่บ้านก็มีคนมารับ แต่ว่าแปลกว่าทุกคนจะสวมเสื้อสีขาวกับดำ ถ้าหากเป็นเพศชายสวมชุดขาว หญิงสวมชุดดำแยกให้เห็นกระจ่างเจนแม้กระทั้งเด็ก แต่ว่าที่แปลกทุกคนจะทาหน้าขาวหมดราวกับใช้ครีมพอกหน้าเป็นที่หน้าสงสัยว่าพวกเขานั้นเพราะเหตุใดแต่งชุดแบบงั้นด้วยเหตุว่าไม่มีผู้ใดสวมเสื้ออันอื่นเลยเว้นแต่ชุดขาวและก็ดำ

เมื่อถึงที่แล้วทุกคนก็เริ่มตั้งจอภาพยนตร์ เดินสายไฟ แล้วก็เปิดเครื่องปั่นไฟ ระหว่างที่กำลังเป็นจริงเป็นจังจัดตั้งก็เริ่มมองเห็นผู้คนทยอยมานั่งดูหนัง แต่ว่าจะแยกชายหญิงชัดแจ้ง ไม่นั่งรวมกัน แล้วก็ธรรมดาของงานวัดควรจะมีแม่ค้าแม่ขายมาขายน้ำ ขายถั่ว ขายปลาหมึกปิ้ง แต่ว่าตรงนี้กลับไม่มีแม่ค้าสักคน เพียงพอจัดตั้งเสร็จก็เริ่มฉายหนัง หนังที่เอาไปฉายมี 4 เรื่อง เรื่องแรกเป็นหนังสงคราม เรื่องที่ 2 เป็นภาพยนตร์ตลกแอ็คชั่น เรื่องที่ 3 กับ 4 เป็นหนังผี ระหว่างฉายคนบรรยายก็เพียรพยายามบรรยายยิงมุกขำขันๆแต่ว่าไม่มีผู้ใดหัวเราะหรือแสดงความรู้สึกประการใดเลย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาไปฉายที่ใด คนก็จะหัวเราะตลอด

กระทั่งเริ่มฉายเรื่องที่ 3 ที่เป็นหนังผี ดูอาการผู้ที่มาดูเริ่มตั้งอกตั้งใจมอง ในขณะที่บรรยากาศในช่วงเวลานั้นก็เที่ยงคืนมองน่าขนลุกมากมายๆระหว่างนั้นทางผู้จัดงานก็จัดข้าวต้มถ้วยเล็กมาให้คณะทำงานฉายหนังกินกัน ทางคณะทำงานมองเห็นแล้วหลังจากนั้นก็อ่อนใจ มีแม้กระนั้นข้าวต้มซีดๆกะเนื้อชิ้นเล็กๆแม้กระนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียความตั้งใจ ทางคณะทำงานก็เลยกินกัน ปรากฎว่าเป็นข้าวต้มที่อร่อยที่สุดที่เคยกินกันมา ภายหลังจากฉายหนังจบถึงตี 2 ผู้คนก็แยกย้ายกันกลับ ประเดี๋ยวเดียวก็สลายไปหมด ไม่มีผู้ใดหลงเหลืออยู่เลย ทางคณะทำงานก็เก็บเครื่องมือขึ้นรถ โดยมีเพศหญิงสองคนนั่งรถยนต์ออกมาส่ง ก่อนที่จะร่ำลาก็จ่ายค่าจ้างที่เหลือซึ่งเป็นเงินเหรียญทั้งสิ้น เพียงพอออกมาส่งถึงปากซอยหญิงสองคนนั้นลงจากรถยนต์ เพียงพอรถยนต์ออกสตาร์ทผู้ขับที่เป็นเจ้าของหนังกลางแปลงหันกลับมาดูก็มองไม่เห็นเพศหญิง 2 คนนั้นแล้ว

ภายหลังกลับมาถึงบริษัท ธงชัย ก็กำเนิดความข้องใจ ก็เลยเช็คเรื่องราวกับนายจ้างที่ทำสำเนาให้ตอนมัดจำ ก็เจอตัวว่ามีชื่อนี้จริง แต่ว่าเจ้าตัวพูดว่าไม่เคยไปจ้างผู้ใดไปฉายหนังตามวันและก็ในขณะที่บอก เมื่อสงสัยจัดก็เลยซักถามไปยังเจ้าอาวาสวัดที่เอาหนังไปฉาย ทางเจ้าอาวาสก็พูดว่าในวันนั้นที่วัดมิได้มีการจัดงานอะไร แม้กระนั้นเจ้าอาวาสเล่าว่า ในคืนวันที่ผู้ครอบครองหนังมาบอกว่ามีการฉายหนัง ที่ป่าคำชะโนดจะมีเสียงซู่ๆดังมีลมพายุพัดเข้ามา ทั้งที่คืนนั้นไม่มีลมใหญ่พัดมาจากไหนเลย ทำให้ผู้ครอบครองหนังนั้นประหลาดใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นต้องการมากมาย แล้วก็ยังหาคำตอบว่าใครกันแน่ที่ว่าจ้างหนังไปฉายที่ป่าคำชะโนดมิได้

นอกเหนือจากการที่จะมีเรื่องมีราวเล่าผีว่าจ้างหนังที่ป่าคำชะโนดแล้ว ป่าที่นี้ยังมีเรื่องมีราวน่าแปลกอีกประเด็นเป็น เวลาน้ำแล้งก็จะมีความคิดเห็นว่าดินเชื่อมต่อกันไม่มีอะไร แต่ว่าเวลาน้ำหลาก ที่ดินบริเวณจะท่วมหมด แต่ว่าปรากฏว่าป่านี้น้ำไม่ท่วม น้ำขึ้นสูงยังไงก็ไม่ท่วม ราษฎรก็เลยมั่นใจว่า เกาะนี้ลอยน้ำได้ รวมทั้งมั่นใจว่าที่เป็นแบบนี้ด้วยเหตุว่าเจ้าที่เจ้าทางเป็นคนทำไม่ให้ป่าที่นี้จมน้ำ

ในช่วงเวลาที่ ทองคำอินทร์ ปักเสติ ประชาชนโนนเมือง ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ๆกับป่าคำชะโนด ได้ย้อนถึงสถานะการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในป่าคำชะโนดอีกเรื่องหนึ่งเล่าของป่าที่นี้ ซึ่งคนนอกฟังมองบางทีอาจรู้สึกว่าเกิดเรื่องสมมติขึ้นมาเพื่อหลอกให้คนกลัวกันเล่นๆสำหรับราษฎรที่อยู่มานานนมกลับเชื่อวางใจ ไม่ใช่นิทานปรัมปรา หรือนิยายบันเทิงเริงรมย์ แต่ว่าโน่นเป็นแรงเชื่อถือที่ประชาชนมีต่อป่าอันลี้ลับรวมทั้งเต็มไปด้วยเรื่องเล่าเยอะแยะ

แรกเริ่มคนท้องถิ่นจะเรียกตรงนี้ว่า “วังนาเคนทร์คำชะโนด” ที่มาก็คือมีหนองน้ำอยู่กึ่งกลางป่าชะโนด เป็นแอ่งน้ำขนาดเล็กๆกลับมีน้ำไหลซึมออกตามธรรมชาติตลอดระยะเวลา ทำให้เกิดอาการชาวบ้านเช้าใจกันว่าแอ่งน้ำประทานมาให้โดยพญานาคที่อาศัยอยู่ในรอบๆป่า สำหรับแอ่งน้ำในป่าคำชะโนด ว่ากันว่าเป็นหนองน้ำที่ความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ประชาชนเชื่อกันแบบนั้น มีคนจำนวนไม่น้อยเคยทดลองอธิษฐานเบื้องหน้าหนองน้ำก็ได้ตามหวัง บางบุคคลป่วยไข้ไปดื่มหรืออาบโรคร้ายก็หายเป็นปลิดทิ้ง สร้างความพิศวงดวงใจยิ่งนัก แม้กระนั้นโน่นไม่ใช่ทุกคน อยู่ที่ความเลื่อมใสมีมากน้อยแค่ไหน ใครหลายๆคนไม่เชื่อแถมยังดูถูกดูแคลน ตักน้ำจากบ่อแล้วเอามาล้างเท้าแทนที่จะหายไข้กลับเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสซ้ำหนักกว่าเดิม

เหมือนกับคนไหนกันที่ต้องการจะเข้าไปสัมผัสป่าลี้ลับคำชะโนดก็จำเป็นต้องสำรวมและก็ประพฤติตามข้อบังคับอื่นๆอย่างเช่น ห้ามสวมรองเท้าทั่วอีกทั้งรอบๆป่า หมวก แว่น ร่ม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาสูบ ห้ามเด็ดขาด เพราะว่าสิ่งกลุ่มนี้เป็นการลบหลู่ดูหมิ่นดูถูกเหยียดหยามต่อผู้คุ้มครองแผ่นดิน

“เมื่อก่อนห้ามสวมเสื้อสีแดงด้วย ไม่ได้เลยจ๊า คนไหนกันใส่เข้ามานี่เกิดเรื่อง อยู่มิได้นานหรอก จำเป็นต้องรีบออกไป ไม่เคยรู้ทำไม เสมือนท่านเกลียดชัง แม้กระนั้นเพียงพอหลวงปู่ (หลวงตาคำ สิริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดศรีสุทโธ วัดบริเวณป่าคำชะโนด) ได้ประกอบพิธีขอนอกจากหลังจากนั้นก็ใส่ได้” ทองคำหล่อ ตลิ่งชัน กำนันตำบลวังทองคำ กล่าว…

» Read more