เลาตาโร

เลาตาโร บริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ช่วยโรงพยาบาล ณ บ้านเกิด

เลาตาโร ศูนย์หน้าของ อินเตอร์ มิลาน

เลาตาโร บริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลที่อาร์เจนตินา เพื่อสู่กับเชื้อไวรัสโควิด-19

ดาวเตะทัพงูใหญ่เป็นอีกหนึ่งผู้ที่ให้ความช่วยเหลือบ้านเกิดที่ บาเฮีย บลังกา เมืองทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของบัวโนสไอเรส ประเทศ อาร์เจนตินาต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดคุกคามไปในหลายประเทศทั้งโลก

โดย เลาตาโร พร้อมกับ ออกัสตินา กันดอลโฟ แฟนสาว รวมทั้งครอบครัวของเขา ร่วมบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็น เจลล้างมือ 4,350 ลิตร, ถุงมือยาง 1,000 คู่, เสื้อคลุมป้องกันสิ่งสกปรก 6,500 ชุด แล้วก็หน้ากากป้องกันใบหน้าอีก 7,000 ชุด

ซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือบริจาคในล็อตแรกได้เข้ามาตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา ก่อนที่จะล็อตที่สองจะตามมาสมทบในวันนี้ ตามการรับรองของ เฮคตอร์ เกย์ นายกเทศมนตรีของเมือง…

» Read more
พระอรหันต์ในปากเสือ

พระอรหันต์ในปากเสือ เรื่องเล่าประวัติความเป็นมาเก่าๆ

พระอรหันต์ในปากเสือ ความเป็นมามีเรื่องเล่ามายังไงบ้าง

พระอรหันต์ในปากเสือ มีภิกษุ ๓๐ รูปมุ่งมาดปรารถนาจะหลุดพ้นจากทุกข์ ก็เลยเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วไปจำพรรษาอยู่ในป่า โดยตั้งกติกากันว่า “พวกเราควรจะทำสมณธรรมทั้งคืน ไม่ควรประมาทในทั้ง ๓ ยาม ไม่สมควรที่จะมาคลุกคลีสนทนากัน เนื่องจากจะมีผลให้หัวใจฟุ้งซ่าน” หลังจากนั้นต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปบำเพ็ญเพียร

ภิกษุเหล่านั้นพากันทำสมณธรรมทั้งคืน ในระหว่างที่ก้าวหน้าวิปัสสนากรรมฐานอยู่นั้น มีเสือตัวหนึ่งมาจับภิกษุไปรับประทาน ทุกวันๆละรูป แต่ทุกรูปรักษาข้อตกลง เป็นไม่มีรูปไหนขอร้องการช่วยเหลือเลย เพราะเหตุว่ามีจิตที่มุ่งตรงต่อการกระทำธรรม ไม่หวั่นไหว และก็เกรงจะไปก่อกวนเพื่อนภิกษุด้วยกัน

สุดท้ายภิกษุกลุ่มนั้น ถูกเสือกินไปถึง ๑๕รูป ครั้นเพียงพอถึงวันอุโบสถ ภิกษุที่เหลือต่างถามคำถามว่า “เราหายไปไหนตั้งครึ่งเดียว” เมื่อถามไถ่กันเข้าใจแล้ว ก็เลยตกลงกันว่าให้ตะโกนบอกกันถ้าเสือมา

วันหนึ่ง เสือได้มาจับภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งแล้วลากไปเพื่อจะรับประทานเป็นอาหาร ภิกษุชายหนุ่มจึงร้องว่า “เสือมาแล้ว” ภิกษุทั้งหลายแหล่พากันถือไม้เท้าแล้วก็คบเพลิงติดตาม หวังว่าจะให้มันปล่อยภิกษุรูปนั้น แต่เสือวิ่งหนีขึ้นไปยังเขาขาด พวกภิกษุตามไปไม่ได้ เสือเริ่มกินภิกษุรูปนั้นตั้งแต่นิ้วเท้าขึ้นมา

เมื่อไปช่วยไม่ได้ เพื่อนภิกษุที่เหลือต่างได้แต่ว่าปลอบใจว่า “สัตบุรุษ ขอให้ท่านรักษาใจไว้ให้ดี ตอนนี้ เราช่วยเหลือท่านไม่ได้ หากท่านรักษาใจไม่ให้หวั่นไหว ก้าวหน้ากรรมฐาน ท่านจะไม่ว่างเปล่าจากคุณวิเศษแน่นอน”

แม้ภิกษุหนุ่มนั้นจะถูกเสือกัดกิน ท่านก็ไม่ปล่อยจิต มีสติและก็เจริญรุ่งเรืองวิปัสสนาด้วยการเอาลักษณะของการเจ็บ ลักษณะของการปวดเป็นอารมณ์กรรมฐาน ตอนเสือกินถึงข้อเท้า ท่านได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน รับประทานไปถึงหัวเข่า บรรลุเป็นพระสกทาคามี กินไปถึงท้อง บรรลุเป็นพระอนาคามี ครั้นกินไปยังไม่ถึงหัวใจ ท่านได้บรรลุพระอรหันต์ ถึงพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ก็เลยเปล่งอุทานว่า

“พวกเรามีศีล บริบูรณ์ด้วยข้อบัญญัติ มีสมาธิ มีสติปัญญา มีใจมั่นคงก็ดี อาศัยความประมาทและขาดความระมัดระวังเดี๋ยวเดียว พวกเราถูกเสือโคร่งจับเอาไว้ในอุ้งเล็บ พาไปไว้บนหิน แล้วรับประทานพวกเราถึงกระดูกและก็เอ็นก็ตาม เมื่อพวกเราคิดถึงความตาย พวกเราตั้งมั่นเจริญรุ่งเรืองการเข้าฌาน เพื่อทำให้กิเลสสิ้นไป ก็เลยได้บรรลุอรหันต์อันดีเลิศ พร้อมทั้งปฏิสัมภิทา”

ในช่วงเวลาที่ถูกเสือคาบคิดถึงความตาย ..ขณะถูกเสือกัดกินข่มสงสารแล้วก็ใช้. สงสารเป็นอารมณ์ รุ่งเรืองวิปัสสนาการเข้าฌาน
กาย สงสาร จิต ธรรม ทำให้แจ้งก็เลยบรรลุอรหันต์ท้ายที่สุด…

» Read more
พิธีการฝังคนทั้งเป็น

เรื่องเล่าสมัยเก่า พิธีการฝังคนทั้งเป็น ในหลุมหลักเมือง

พิธีการฝังคนทั้งเป็น และเชื่อได้ไหม

พิธีการฝังคนทั้งเป็น ความเชื่อเรื่องฝังคนทั้งที่ยังไม่ตายนี้ เข้าใจว่าจะมีการบอกเล่าสืบต่อกันมา เป็นการเชื่อแบบชาวบ้านโดยที่ไม่มีหลักฐานรับรอง แล้วก็ผู้ที่รับฟังก็เชื่อโดยไม่ได้ไตร่ตรอง จนกระทั่งกับนำมาเขียนเป็นประวัติศาสตร์ก็มี เท่าที่พบมีอยู่แห่งหนึ่ง เป็นการฝังหลักเมืองของเมืองถลาง ในหนังสือ เรื่องราวจังหวัดภูเก็ตฉบับฉลอง ๒๕ พุทธศักราช เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๐ ได้เอ๋ยถึงการฝังหลักเมืองไว้ตอนหนึ่งว่า
“เมื่อท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทรได้ถึงอสัญกรรมแล้ว พระยาถลาง (ทองพูน) ได้เป็นเจ้าเมืองถลาง ได้หาสถานที่เพื่อสร้างเมืองใหม่ขึ้น แล้วก็ได้ตกลงให้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลางในขณะนี้ โดยเรียกว่า ‘บ้านเมืองใหม่’ เมื่อจัดหาที่ได้แล้ว ก็เลยได้ประกอบพิธีกรรมขึ้นเพื่อฝังหลักเมือง โดยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์รวม ๓๒ รูป เจริญพระพุทธมนต์อยู่ ๗ วัน ๗ คืน แล้วจึงให้อำเภอทนายป่าวหาตัวผู้ที่จะเป็นแม่หลักเมือง (คนที่จะเป็นแม่หลักเมืองได้ต้องเป็นผู้ที่เรียกกันว่า สี่หูสี่ตา เป็นกำลังมีครรภ์นั่นเอง) การป่าวหาตัวแม่หลักเมืองนี้ ได้ประกาศประกาศเรื่อยไปตลอดทุกหมู่บ้านว่า โอ้เจ้ามั่น โอ้เจ้าอาจจะ อยู่ที่ไหนมาไปประจำที่ ในที่สุดก็เลยไปได้ผู้หญิงชื่อนางนาค ท้องแก่ราว ๘ เดือนแล้ว นางนาคได้ขานตอบขึ้น ๓ ครั้ง แล้วได้เดินตามผู้ประกาศไป ในขณะนั้นเป็นเวลาเวลาค่ำแล้ว เมื่อไปถึงหลุมที่จะฝังหลักเมือง นางนาคก็กระโดดลงไปในหลุมนั้นในทันที ฝาหลุมก็เลื่อนปิด เจ้าหน้าที่ก็กลบหลุมฝังหลัก เป็นอันเสร็จพิธีการฝังหลักเมือง”
ตามเรื่องตามราวข้างต้นนี้ไม่มีในประวัติศาสตร์ นักเขียนขึ้นตามที่เคยฟังเขาเล่ากัน หรือจับเอาเรื่อง ราชาธิราช เมื่อพระผู้เป็นเจ้าฟ้ารั่วสร้างปราสาทมาเป็นพิธีการฝังหลักเมือง ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า
“พอวันฤกษ์พร้อมคอยหาฤกษ์ แล้วก็นิมิตกึ่งฤกษ์ตอนกลางวัน เพียงพอหญิงมีครรภ์คนหนึ่งเดินมาริมหลุม คนทั้งปวงพร้อมว่าถึงเวลา แล้วหลังจากนั้นก็ผลักหญิงนั้นลงในหลุม ก็เลยยกเสาปราสาทนั้นลงหลุม”
บางทีจะเป็นเรื่องนี้เองก็ได้ ที่คนเอาไปโจษขานลือกัน แล้วเลยหลงเข้าใจผิดไปว่า การฝังหลักเมือง หรือประตูเมืองนั้นจำเป็นต้องฝังคนท้องทั้งที่ยังไม่ตาย หรือผู้ที่มีชื่อว่า อิน จัน มั่น อาจ จนถึงพวกฝรั่งฟังไม่ได้เรื่อง ก็เลยเอาไปเขียนชี้แจงกันยืดยาว รวมทั้งที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือ หนังสือประวัติจังหวัดภูเก็ตเล่มดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ได้ตีพิมพ์เรื่องเวลานี้ไปได้เช่นไร ผู้อ่านไม่ได้คิด ก็จำเรื่องผิดๆไป
ตามตำราพิธีฝังหลุมพระนคร หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หนังสือเรียนพิธีนครฐาน ฉบับโบราณก็มีอยู่หลายฉบับ ได้บรรยายพิธีกรรมตั้งแต่ต้นจนกระทั่งท้ายที่สุดอย่างละเอียดพิสดาร ก็ไม่มีตอนใดกล่าวถึงคนชื่อ อิน จัน มั่น คง หรือคนมีท้อง มีแต่ให้เอาดินจากด้านอีกทั้ง ๔ มาปั้นเท่าผลมะตูม สมมุติว่าเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีคนถือก้อนดินคนละก้อน ยืนปากหลุมอีกทั้ง ๔ ทิศ เมื่อประกอบพิธีมีโหรผู้ใหญ่ถามหาก้อนดินแต่ละก้อนนั้นมีคุณอย่างใด คนที่ถือก้อนดินก็ตอบไปตามลำดับคือธาตุดิน มีพระคุณจะบำรุงไว้ซึ่งอายุพระนครให้บริบูรณ์ ด้วยคามนิคมเป็นห้องประชุมสามัญชนพลยานพาหนะ ตั้งแต่ประถมตราบเท่าอวสาน, คนถือธาตุน้ำตอบว่า มีพระคุณให้สมเด็จบรมกษัตริย์ แลเสนาอำมาตย์ประชาชนทั้งหลาย เจริญอายุวรรณะสุขะพละสิริสวัสดิมงคลทั้งมวล, ผู้ที่ถือธาตุไฟตอบว่า มีพระคุณให้โยธาทหารทั้งหมดแกล้วกล้า มีตบะเดชะแก่หมู่ข้าศึก, ผู้ที่ถือธาตุลมตอบว่า มีพระคุณจะให้รุ่งเรืองทรัพย์สินธนธัญญาหาร กสิกรรมวาณิชกรรมต่างๆเมื่อตอบครบแล้วหลังจากนั้นก็ทิ้งก้อนดินนั้นลงในหลุม แล้วชวนแผ่นศิลายันต์ลงในหลุม รวมทั้งเชิญชวนหลักตั้งบนแผ่นศิลานั้น เชิญเทวดาเข้าประจำรักษาหลักเมืองหลวง
พิธีการสำคัญก็มีเพียงเท่านี้ ไม่มีการฝังคนทั้งที่ยังไม่ตายแต่อย่างไรเลย…

» Read more
นางกวัก

ตำนานของ นางกวัก ที่เล่ากันมานมนานแล้ว

นางกวัก ชื่อจริงว่า สุภาวดี

นางกวัก บิดาชื่อ สุจิตพราหมณ์ มารดาชื่อ สุมณฑา กำเนิดที่เมืองมัจฉิกาสัณฑ์ (อยู่ห่างไม่ไกล
จากเมืองสาวัตถี) มีครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย ถัดมาสุจิตตพราหมณ์ผู้เป็นบิดา ได้ขยายธุรกิจซื้อเกวียนมา 1 เล่ม นำสินค้าไปเร่ขายในต่างเมือง บางครั้งบุตรสาวขอเดินทางไปด้วย เพื่อท่องเที่ยวชมสถานที่ต่างๆระหว่างการขาย
สุภาวดีได้มีโอกาสเจอกับ “พระกัสสปเถระ” เป็นอริยสงฆ์แสดงธรรม หลังจากสุภาวดีฟังธรรมเทศนาอย่างตั้งใจแล้ว พระกัสสปเถระเจ้าได้กำหนดจิตเป็นอำนาจจิตพระอรหันต์ ประสิทธิ์ประสาทพรให้สุภาวดีแล้วก็ครอบครัว โดยได้ตั้งกุศลจิตให้พรแบบนี้ครั้งใดก็ตามสุภาวดีมีโอกาสไปฟังจนจบอำลากลับ ถัดมา สุภาวดีได้เดินทางติดตามบิดาไปค้าขาย แล้วก็มีโอกาสฟังธรรมพระอริยสงฆ์อีกท่านหนึ่ง นามว่า “พระสิวลีเถระเจ้า” สุภาวดีได้ฟังธรรมอย่างตั้งใจ สุภาวดีก็เลยมีความสามารถแตกฉานในหลักธรรมต่างๆเป็นอันมาก พระสิวลีเป็นผู้มีชีวิตอัศจรรย์กว่าพระสงฆ์อื่นหมายถึงท่านอยู่ในครรภ์มารดานานถึง 7 ปี 7 เดือน จึงคลอดออกมา พร้อมบุญบารมี บารมี ที่ใกล้กับวิญญาณธาตุของท่าน ท่านจึงเป็นผู้มีลาภสักการบูชามาหาท่านตลอด เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องและอยากได้ ทุกครั้งที่สุภาวดีได้ฟังธรรมรวมทั้งลากลับ พระสิวลีเถระเจ้าได้กำหนดกุศลจิต อวยพรให้สุภาวดีและครอบครัว สิ่งเดียวกัน จิตของสุภาวดีก็เลยได้รับให้พรจากพระอรหันต์ถึงสององค์ ส่งผลให้พ่อทำการค้าได้กำไรไม่เคยขาดทุน
นางได้รับพรว่า “ขอให้เจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง จากการขายของสินค้าต่างๆสมความมุ่งมาดปรารถนาเถิด”
บิดารู้ดีว่าสุภาวดีเป็นคนที่เป็นสิริมงคลที่แท้จริง เป็นที่ไหลมาแห่งสินทรัพย์ของครอบครัว ครอบครัวมีเงินมีทองขึ้นเป็นมหาเศรษฐีมีเงินทองรวมทั้งกองเกวียนสินค้ามาก เทียบได้กับธนัญชัยเศรษฐี บิดาของวิสาขาที่ดินแดนโกศล พ่อของสุภาวดีได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้า ประพฤติตามธรรมด้วยความศรัทธา เมื่อนางสิ้นชีวิตแล้ว ประชาชนจึงปั้นรูปแม่นางสุภาวดีไว้บูชา ขอให้การค้ารุ่งเรือง รวมทั้งความเชื่อดังกล่าวนี้ ก็แพร่หลายเข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิ จากการเปิดเผยแพร่ของพราหมณ์ และยังคงเป็นความเชื่อที่สืบมาจนถึงทุกวันนี้…

» Read more
ตำนานเสือสมิง

ตำนานเสือสมิง กับความเชื่อที่เล่าขานกันมานมนาน

ตำนานเสือสมิง ถึงความน่ากลัวของศาสตร์อาถรรพ์

ตำนานเสือสมิง ซึ่งเรื่องที่มาที่ไปของเสือมิใช่มีแต่เสือมันกินเนื้อมนุษย์แล้วมันจะเปลี่ยนเป็นเสือสมิงได้แค่นั้น มีอีกอย่างที่ทำให้เกิดความเป็นเสือสมิงหมายถึงพวกที่เรียนวิชาเสือ เป็นการเรียกเอาวิญญาณเสือนั้นมาเข้าสิงในตน รวมกับคนผู้นั้นเล่าเรียนอาคมในทางเดรัจฉานวิชาด้วย เมื่อนานเข้า มีการรวมกลุ่มในทั้งคู่เรื่องที่กล่าวหมายถึงทั้งยังวิชาเรียกเสือ แล้วก็อาคม ทำให้คนผู้นั้นเปลี่ยนเป็นเสือสมิง เมื่อเสือตนนี้ได้ไปกินเนื้อมนุษย์เข้า ก็กลายเป็นเสือสมิงโดยบริบูรณ์

มีเรื่องมีราวเล่าขานรวมทั้งออกจะดังมากมาย เมื่อราวๆ 30 กว่าปีที่ผ่านมา แล้วก็ดูเหมือนกับว่า เปลี่ยนเป็นข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ที่ยักษ์ของประเทศ ว่า มีชาวบ้านทางภาคเหนือได้รับความเดือดร้อนที่ว่า มีเสือตัวใหญ่เข้าไปทำร้ายคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งนั้น เป็นที่กลัวแก่ชาวบ้านมาก ก็เลยได้ไปขอความคุ้มครองจากทหารหน่วย ตำรวจตระเวณชายแดน เพื่อเข้ามาดูแลความปลอดภัยภายในหมู่บ้าน ฝ่ายทหารหน่วย ตำรวจตระเวณชายแดน ก็เลยส่งกำลังเข้าไปป้องกันและได้ล่าเสือตัวนั่นไปในตัว

เวลาดึกคืนวันหนึ่งนั้นข้าง ตชด. ได้จัดกำลังตรวจการหน่วยหนึ่ง รวมทั้งที่เหลือก็เข้าที่เข้าทางพัก บนศาลาที่จัดกันไว้ เป็นที่พักผ่อนนอน รวมทั้งในตอนดึกคืนนั้น ศาลาที่หน่วย ตชด. พัก เกิดสั้นไหวโยกเอน เมื่อทหารที่พักผ่อนตื่นกันยืนขึ้นมาดู กลับเห็นเสือโคร่งขนาดใหญ่ พิงสีตัวอยู่ที่โคนเสาศาลา ทหารกำลังหน่วยนั้นได้ยิงใส่เสือโคร่งใหญ่นั้น ทำให้เสือตัวนั้น เจ็บและก็หายไปในความมืดดำนั้น ครั้นเมื่อรุ่งเช้า หน่วยทหารก็เลยทำติดตามแกะรอยเลือดเสือตนนั้นไป

จากการต่อว่าดสะกดรอยเลือดนั้นผลที่ตามมา รอยคราบเลือดนั้นไปสิ้นสุดที่หลุม เนินดินแห่งหนึ่ง แล้วไม่ปรากฏคราบรอยเลือดนั้น ไปทางไหนอีก ทหารที่ติดตามนั้นมองเห็นเนินดินแล้วจึงตัดสินใจในความสงสัยกันอะไรบางอย่าง ก็เลยขุดหลุมเปิดเนินดินนั้น เมื่อขุดไปลึกพอสมควร ก็จะต้องอึ้งกันไปทั้งปวง เพราะว่าสิ่งที่มองเห็นในหลุมนั้นปรากฏว่า เป็นศพผู้ชายคนหนึ่งแม้กระนั้นตัวท่อนด้านล่างนั้นเป็นภาวะของเสื่อลายพาดกลอน ดูเหมือนว่า เป็นการกลายร่างจากเสือเป็นคนที่ยังไม่สมบูรณ์นั้นเอง จากการถามสิ่งที่ทำให้เกิดศพชายผู้นี้ ได้เรื่องว่า เป็นคนภายในหมู่บ้านบริเวณนั้น แล้วก็ต้นสายปลายเหตุที่ตายเนื่องจากผิดผี ก็เลยตาย หัวข้อน่าสนใจอยู่ที่ว่า ชายผู้นี้ผิดผีอะไร เช่นไร ซึ่งหนังสือนั้นไม่ได้เอ่ยถึง จึงยากต่อการวิเคราะห์ได้

ในตอนสมัยนั้นก็มีวิชาที่คล้ายกันอีกอย่างหนึ่ง เป็นวิชาแปลงกายเป็นจระเข้ ซึ่งหัวข้อนี้ ถ้าเกิดสนใจก็ลองค้นในประวัติความเป็นมาและก็เรื่องราวของหลวงปู่สุข วัดมะขามเฒ่า อยุธยา ดูก็จะเห็นความใกล้เคียงในเรื่องความเป็นไป เรื่องของวิชาแปลงร่างนี้ ก็มีปรากฏในเรื่องขอกสินดิน

แต่ว่าโดยยิ่งไปกว่านั้นวิชาเสือสมิง รวมทั้งวิชาจระเข้แปลงรูปนี้ ได้สาบสูญไปแล้ว ด้วยเหตุว่าที่แท้วิชาอย่างนี้ที่สุดแล้วให้โทษมากยิ่งกว่าให้ท่านครับ เดี๋ยวนี้คณะอาจารย์ หรือนักศึกษาอาคม มักนิยมปลุกเรียกเสือ ลงเครื่องรางมากยิ่งกว่า เรียกลงคน…

» Read more
เกรมลิน

เกรมลิน ภูตที่ถูกลืมกับตำนานสุดสะพรึง

เกรมลิน ภูตที่ถูกลืมจนกระทั่งต้องออกมาแกล้งมนุษย์

เกรมลิน ซึ่งถ้าใครเป็นคอภาพยนตร์บางครั้งอาจจะพอคุ้นๆกับเกรมลินในสมัย 80’s แต่เรื่องจริงที่เชื่อกันนั้น เกรมลินจะมีลักษณะเหมือนมนุษย์ทุกสิ่งทุกอย่างแต่ว่าจะมีขนาดที่เล็กเพียงแค่นั้น คนยุโรปนั้นมั่นใจว่าเกรมลินจะอยู่อยู่ในเครื่องมือช่าง ประเภท เลื่อย ค้อน ขวาน ฯลฯ รอช่วยทำให้มนุษย์ปฏิบัติงานช่างได้อย่างสำเร็จลุล่วง จนถึงในสมัยปฏิรูปอุตสาหกรรม พวกเขาก็ยังมั่นใจว่าที่เบนจามิน แฟรงกลิน สามารถศึกษาและทำการค้นพบไฟฟ้าก็เป็นด้วยเหตุว่าการช่วยเหลือของเกรมลิน ชาวยุโรปก็เลยออกจะให้ความเอาใจใส่รวมทั้งความเคารพนับถือต่อเกรมลินในฐานะเทพดาตัวน้อยที่บันดาลความสำเร็จให้เวลาที่สร้างบ้าน หรือประดิษฐ์อะไรใหม่ๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปไปสู่สมัยที่มนุษย์นั้นมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทุ่นแรง มากเพิ่มขึ้น อย่างไขควงกระแสไฟฟ้า เลื่อยไฟฟ้า การขอบคุณเกรมลินนั้นแล้วก็ค่อยๆหายไป จนถึงทำให้พวกมันนั้นแปลงเป็นสิ่งที่ถูกลืม จากความช่วยเหลือก็เปลี่ยนแปลงมาเป็นความแค้นเพื่อเรียกร้องความสนใจ พวกมันจะรอแกล้งมนุษย์ให้เวลาใช้เครื่องมือช่างจำเป็นต้องเจอกับความเสียหาย
ผู้คนก็เลยเรียกการเกิดนี้ว่า “เกรมลินเอฟเฟกต์” แน่ๆว่าทุกคนจำต้องเคยพบแน่ ไม่ว่าจะเป็นการตอกตะปู ที่เมื่อเหวี่ยงค้อนลงไปที่หัวตะปู แทนที่ค้อนจะสัมผัสกับหัวตะปูเปลี่ยนไปเป็นนิ้วของเราซะงั้น หรือการใช้เลื่อยเพื่อเลื่อยสิ่งต่างๆเกรมลินจะมาแกล้งด้วยการทำให้ใบเลื่อยแกว่งไปๆมาๆจนรอยที่พวกเราเลื่อยนั้นมันเบี้ยวมันเอียง หรือจะเป็นการทาสีที่จู่ๆน้ำสีนั้นกระเด็นมาใส่จนกระทั่งเลอะเทอะ

ปรากฎการณ์เกรมลินเอฟเฟกต์นั้นไม่ได้มีแต่เพียงเพียงแค่ในวัสดุช่างเพียงแค่นั้น ถ้าแต่ว่ายังลุกลามมาถึงเครื่องจักรกล ถ้าหากคุณพบเรื่องแปลกๆเช่น ในยามที่คุณนั้นรีบแบบสุดๆแล้วรถยนต์ดันสตาร์ทไม่ติด กระทำหาสาเหตุอยู่นานก็พบว่าปลั๊กหัวเทียนหลุด หรือจะใช้ไมโครเวฟแต่ทำอย่างไรมันก็ไม่ทำงานและก็ท้ายที่สุดก็พบว่าไม่ได้เสียบปลั๊กไฟฟ้า แต่เรื่องของการเกิดเกรมลินเอฟเฟกต์ที่โด่งดังที่สุดนั้นเห็นจะเป็นในตอนสงครามโลกครั้งที่ 2

นักบินแห่งกองทัพอากาศอังกฤษ อยากได้ที่จะนำเครื่องบินขึ้นเพื่ออกกไปปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้าว่าเครื่องจักรนั้นดันติดขัด ก็เลยไม่สามารถที่จะออกบินได้ มีการตรวจเช็คดูด้านนอก ภาวะเครื่องจักรกลก็ธรรมดาจนจะต้องทำการรื้อถอนอีกทั้งเครื่องออกมากันยกใหญ่แล้วพบว่าต้นสายปลายเหตุมันก็คือน็อตที่ยึดข้อเหวี่ยงเครื่องยนต์นั้นหละหลวมเพียงตัวเดียวเพียงแค่นั้น กล่าวได้ว่าเป็นความเดือดร้อนที่มาจากจุดเล็กๆเพียงจุดเดียว

ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถ้าดูในมุมมองของวิทยาศาสตร์บางทีอาจจะมีความคิดเห็นว่ามันเกิดเรื่องไม่มีสาระ แต่ว่าฝรั่งที่เชื่อประเด็นนี้ก็จะใช้คำว่า “เกรมลินเอฟเฟกต์” นี่แหละเป็นตัวอธิบายถึงเรื่องซวยๆที่เกิดขึ้น พอจะกล่าวได้ว่าโทษอะไรไม่ได้ก็โทษภูตมันซะเลย…

» Read more
อาถรรพณ์แมวดำ

อาถรรพณ์แมวดำ กับความเชื่อที่ว่าแมวดำสื่อวิญาณร้าย

อาถรรพณ์แมวดำ เป็นสื่อนำวิญาณร้ายมาจริงหรือ

อาถรรพณ์แมวดำ กับผีถือได้ว่าเป็นเรื่องน่ากลัวคู่กับไสยศาสตร์แล้วก็คนกลัวผีมายาวนานก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยที่มั่นใจว่าหากงานฌาปนกิจศพใด มีแมวดำเข้ามาเพ่นพ่าน ควรไล่ไปให้พ้น เนื่องจากหากเจ้าแมวดำดันมากระโดดผ่านโลงศพ มีหวังแขกแตกตื่นวิ่งไปคนละทางสองทาง เหตุเพราะเป็นการฝึกคนตายให้ฟื้นคืน หากเป็นการฟื้นคืนมาพร้อมลมหายใจ อาจจะไม่มีผู้ใดกระเจิดกระเจิง แต่ว่าด้วยเหตุว่าเป็นการเรียกวิญญาณให้หวนกลับ แถมฟื้นคืนมาโอกาสนี้จะมาพร้อมความพยาบาทพยาบาท ก่อกวนหลอกคนอื่นๆ หรือจะมาดีก็ยังไม่ทราบ เป็นคนไหนก็จำเป็นต้องวิ่งไปก่อนตามประสาคนกลัวผี ยิ่งโดยยิ่งไปกว่านั้นในพิธีการงานฌาปนกิจศพ บรรยากาศวังเวงและเต็มไปด้วยความเศร้าโศกชวนให้ขนลุกขนพองแล้ว หากมีเจ้าแมวดำกับแววตาลุก พร้อมด้วยแผดเสียงกรีดก้องกังวานทั่วศาลาการเปรียญ ในยามที่ทุกคนต่างตกอยู่ในความนิ่ง ก็ยิ่งชักชวนให้ขนลุกขนพองสยองกันไปใหญ่ แต่เรื่องแมวดำยังคงเป็นเรื่องลี้ลับในบ้านพวกเรา และประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายๆประเทศ

อย่างในตำนานเก่าแกของอินเดียโบราณ เช้าใจกันว่าแมวดำเป็นสัตว์ผี อันเป็นยานพาหนะของ”พระษัษฐี”ซึ่งชาวอินเดียรู้จักกันดีว่าเป็นเทวีแห่งความตาย ของทารก หรือผีแม่ซึ่งประจำตัวเด็กนั่นเอง ว่ากันว่าถ้าเกิดใครเห็นแมวดำที่ไหนในทุกวันที่ 6 มักจะเห็น”พระษัษฐี”ปรากฎกายอยู่ในตรงนั้น ซึ่งก็คือว่าจะมีเด็กหรือมีผู้เสียชีวิตที่นั่นด้วยเช่นกัน มาถึงพิธีศพ ชาวอินเดียจะขับไล่แมวดำที่มาป้วนเปี้ยนออกไป และก็ถ้าหากบังเอิญแมวดำไปโดนศพเข้า ก็เช้าใจกันว่าจะเปลี่ยนเป็นรอยมลทินกับศพนั้นๆไปตลอด นี่เป็นความเชื่อของชาวอินเดีย

ต่อมาเป็นความเชื่อของชาวจีน เช้าใจกันว่าถ้าแมวดำข้ามศพ ศพนั้นจะฟื้นขึ้นรวมทั้งกลายเป็นผีที่ดุร้าย ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรจากไทย แต่ที่พิเศษกว่าเป็น จะต้องเอากรรไกรหรือเหล็กวางไว้บนอกศพ เพื่อเป็นราวกับตัวการสะกดวิญญาณ ไม่ให้ยืนขึ้นมาเกี้ยวกราด แล้วก็วิธีการนำกรรไกรมาวางเอาไว้ด้านบนอกนั้น ก็ยังพบเห็นในงานพิธีศพของชาวมลายูด้วย…

» Read more
ประเพณีการรัดเท้า

ประเพณีการรัดเท้า การรัดเท้าที่หญิงจีนนิยมทำกัน

ประเพณีการรัดเท้า ได้รับการนิยมมากที่สุดในทุกชนชั้นวรรณะ

ประเพณีการรัดเท้า นางหลิน เว่ย หง อาจารย์สอนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน บอกว่า “การรัดเท้าที่หญิงจีนนิยมทำกันปรากฏตอนปี คริสต์ศักราช ๙๖๐-๑๒๗๙ หรือช่วงราชวงศ์ซ่ง” ขณะเดียวกันนักประวัติศาสตร์บางบุคคลสันนิษฐานว่า ได้รับการนิยมเยอะที่สุดในทุกชนชั้นวรรณะ ต่อให้หญิงแพศยาในสมัยราชวงศ์หมิง (คริสต์ศักราช ๑๓๖๘-๑๖๔๔) แล้วก็แพร่หลายทั่วไปในบรรดาหญิงเผ่าฮั่น ในแมนจูภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฉิง (คริสต์ศักราช ๑๖๔๔-๑๙๑๑)

การรัดเท้ายิ่งอายุน้อยยิ่งทำง่าย เพราะกระดูกยังอ่อน แต่ว่าเด็กที่ถูกรัดเท้าตั้งแต่อายุยังน้อยนั้น เมื่อแก่ลงมักเดินไม่ค่อยได้ เด็กอายุระหว่าง ๔-๘ ขวบเป็นช่วงในขณะที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มรัดเท้า เนื่องจากว่าหลังจากอายุ ๑๐ ขวบ เท้าเด็กจะขยายตัวอย่างเร็ว อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เริ่มรัดเท้าเด็กจะเจ็บปวดตรงเวลา ๔-๕ ปีกว่าจะเข้าที่เข้าทาง เป็นช่วงๆชีวิตที่ปวดสูงที่สุดของเด็กหญิงที่ถูกบังคับให้รัดเท้า ไม่เพียงแค่จบลงเพียงนี้ เธอกลุ่มนี้จะต้องมัดไว้ตลอดระยะเวลาเพื่อไม่ให้เท้าขยายขึ้นมา ผ้าที่มัดเท้าไว้แก้ได้ก็เมื่อล้างเท้าเพียงแค่นั้น ซึ่งในการล้างเท้าแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง

นางหลินเล่าว่าในตอนราชวงศ์ฉิง ผู้หญิงเท้าเล็กนับได้ว่าเป็นสตรีที่สวยงาม เป็นเพศหญิงที่ชายจีนปรารถนาที่จะสมรส ทำให้หญิงจำเป็นที่จะต้องรัดเท้าเพื่อชายชาตรีมาสู่ขอ ถึงขั้นที่มีการพูดกันว่า “หญิงจะต้องมีเท้าเบาบางเล็ก แหลม โค้ง หอม นุ่ม และที่สำคัญเท่าอีกทั้ง ๒ ข้างเท่ากัน”

นายโคอธิบายว่า ประเพณีการรัดเท้ามีหน้าที่อย่างยิ่งในสถาปัตยกรรมจีน ตัวอย่างเช่น ในหลูกังตอนกลางของไต้หวัน มีทางเดินแคบสร้างไว้สำหรับหญิง ไม่เพียงแค่นี้ หญิงเท้าเล็กยังเป็นเครื่องหมายที่ความสงบสุขของครอบครัว กับนิสัยหญิงจีนโบราณที่มักจะชอบอยู่ในบ้าน ทั้งนี้หญิงเท้าเล็กอยู่ในบ้านตลอดระยะเวลา ไม่สามารถที่จะไปพบชายผู้อื่น ด้วยเหตุว่าเดินไปข้างนอกไม่เคยได้

การเดินของหญิงเท้าเล็กยังดึงดูดความพึงพอใจของชายได้ เนื่องจากเดินนุ่มนวล ทรงตัว สวยงาม เซ็กซี่ เป็นการเดินที่ปลุกใจอารมณ์กว่าหญิงธรรมดา ถึงตอนปี คริสต์ศักราช ๑๙๓๐ หญิงสาวในมณฑลชานซีมีการประกวดเท้าเล็ก โดยหญิงสาวจะนั่งโชว์เท้าบริเวณหน้าบ้าน จะมีผู้ตัดสินเดินมาตรวจผ่านบ้าน…

» Read more
นรสิงห์

ตำนานของ นรสิงห์ Narasimha

นรสิงห์ เรื่องเล่าสืบทอดต่อกันมา

นรสิงห์ หรือ นรสีห์ (สันสกฤต: नरसिंह, อังกฤษ: Narasimha) เป็นอวตารร่างที่ 4 ของพระนารายณ์ตามเรื่องราวในหนังสือปุราณะ อุปนิษัท แล้วก็หนังสืออื่นๆของศาสนาฮินดู โดยมีร่างกายท่อนล่างเป็นมนุษย์ และก็ร่างกายท่อนบนเป็นสิงโต นรสิงห์เป็นผู้สังหารหิรัณยกศิปุ อสูรตนซึ่งได้รับพรจากพระพรหมว่าจะไม่ถูกสังหารโดยมนุษย์หรือสัตว์ นรสิงห์มีชื่อเสียงและบูชาโดยทั่วไป

หิรัณยกศิปุบำเพ็ญตบะเป็นระยะเวลานาน จนได้รับพรจากพระพรหม ให้เป็นคนที่ฆ่าไม่ตายจากมนุษย์, สัตว์, เทวดา ให้ฆ่าไม่ตายอีกทั้งในกลางวันรวมทั้งตอนกลางคืน ให้ฆ่าไม่ตายทั้งจากอาวุธและมือ ให้ฆ่าไม่ตายทั้งในเรือนแล้วก็นอกเรือน

หิรัณยกศิปุ ได้ก่อกวนสร้างความทุกข์ร้อนไปทั่วทั้งสามโลก พระอินทร์ก็เลยทูลชักชวนพระนารายณ์อวตารเกิดมาเป็น นรสิงห์ คือ มนุษย์ครึ่งสิงห์ นรสิงห์สังหารหิรัณยกศิปุด้วยกรงเล็บด้วยการฉีกอก ที่ตรงกลางบานประตู ในเวลาโพล้เพล้ ก่อนตาย นรสิงห์ได้ถามหิรัณยกศิปุว่า สิ่งที่ฆ่าเจ้าเป็นมนุษย์หรือสัตว์หรือเทวดาหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ สิ่งที่สังหารเป็นมือหรืออาวุธหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ ในเรือนหรือนอกเรือนหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ และก็ตรงเวลาช่วงกลางวันหรือค่ำคืนหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ นรสิงห์จึงประกาศว่า ตอนนี้ พรที่ประทานจากพระพรหมได้สลายไปสิ้นแล้ว เทวดาทั้งยังสามภพจึงยินดี

รูปประติมากรรมหรือรูปวาดของนรสิงห์ตอนสังหารหิรัณยกศิปุ ก็เลยมักสลักมีรูปเทวดาองค์เล็กๆ2 องค์อยู่ด้านล่างแสดงกิริยายินดีด้วย…

» Read more
ถ้ำกระบอก

ถ้ำกระบอก เปิดเรื่องราวที่มาและความเป็นจริง

ถ้ำกระบอก ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

ถ้ำกระบอก สำนัก พระสงฆ์ถ้ำกระบอกตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 11 ถนนพหลโยธิน ตรงหลักกิโลเมตรที่ 132 ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี จัดตั้งเมื่อปี พุทธศักราช2500 โดย หลวง พ่อใหญ่ พระอาจารย์จำรูญ ปานจันทร์ รวมทั้งพระอาจารย์เจริญ ปานจันทร์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์กลุ่มหนึ่งที่ได้เดินธุดงค์มา ซึ่งเป็นประจำที่ปฏิบัติกันตลอดมาทุกปี ทีแรกสงฆ์คณะนี้ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดคลองเม่าธรรมโกศล จังหวัดลพบุรี ใน ระหว่างการเดินธุดงค์ ได้เดินธุดงค์ผ่านมาแถวแนวเขาโปร่งปราบ อำเภอพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรีขณะ ที่พักจากการเดินธุดงค์ที่ถ้ำกระบอก ได้พิจารณาว่าที่ถ้ำกระบอก สงบเงียบเหมาะเป็นที่ปฏิบัติกิจของสงฆ์มากแล้วก็หลังกลับจากเดินธุดงค์ถึงวัด คลองเม่าฯ ก็เลยได้ย้ายคณะสงฆ์มาอยู่ที่ถ้ำกระบอก ซึ่งต่อมาได้มีญาติโยมอาราธนาให้อยู่ตรงนี้โดยถวายที่ดินให้เพื่อการปฏิบัติ ธรรม คณะสงฆ์ก็เลยได้อยู่ปฏิบัติธรรมที่นี่ แล้วก็กลายมาเป็น”สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก” หรือ “ถ้ำกระบอก”สถานที่ เลิกยาเสพติด ให้โทษในปัจจุบัน

ใน ระยะแรกทั้งยังสามองค์ได้ช่วยเหลือกันปกครองคณะสงฆ์ ต่อมาในปี พ.ศ.2513 หลวงพ่อใหญ่ได้ลาสังขาร พระอาจารย์เจริญ ปานจันทร์ออกเดินธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆและก็ได้ไปสร้างสำนักสงฆ์นครโมกุลขึ้น ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี พระอาจารย์จำรูญ ปานจันทร์ จึงเป็นผู้นำคณะสงฆ์ถ้ำกระบอกนับจากนั้นมา และได้บริหารงานการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2518 ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี พุทธศักราช2524 พระอาจารย์เจริญ ปานจันทร์ ได้กลับมาอาศัยที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกอีกรอบหนึ่ง และก็ได้ช่วยพระอาจารย์จำรูญ ปานจันทร์บริหารงานต่างๆในสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกดังเช่น การก่อสร้างถาวรวัตถุในพุทธศาสนา สร้างหลักธรรมโลกุตตระ สร้างกุฏิสงฆ์ สร้างโบสถ์ วิหาร แล้วก็ด้านสาธารณูปโภค ส่วนในด้านการบำบัดรักษาผู้ติดสิ่งเสพติดยังอยู่ในความรับผิดชอบของพระอาจารย์ จำรูญ ปานจันทร์ จนกระทั่งพระอาจารย์จำรูญได้ลาสังขาร พระอาจารย์เจริญจึงได้ เป็นผู้นำคณะสงฆ์ถ้ำกระบอกสืบมา

ภายหลังที่พระอาจารย์เจริญลาสังขาร พระอาจารย์บุญส่งได้ถูกเลือกให้เป็นเจ้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก

สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกได้รับประกาศตั้งเป็นวัดถ้ำกระบอกในปี พุทธศักราช 2555 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ ขึ้นตรงต่อคณะสงฆ์ มหานิกาย.

โดยมีพระอธิการ วิเชียร กิตฺติวณฺโณ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก…

» Read more
1 2 3 4 5