Upamecano

Upamecano ไม่น่าจะทิ้ง RB Leipzig

Upamecano ในหน้าต่างโอนต่อไปเพราะจะไม่มีการย้ายเงินจำนวนมากในตลาด

Upamecano ประเทศฝรั่งเศสภายใต้ -21 ประเทศมีรายงานว่าเป็นผู้พิทักษ์ในความต้องการกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, อาร์เซนอลและเรอัลมาดริดทั้งหมดได้รับการเชื่อมโยงกับบริการของเขา

คู่แข่งชาวเยอรมันบาเยิร์นมิวนิคถูกคิดว่าเป็นผู้นำการแข่งขันสำหรับลายเซ็นของเขาก่อนที่จะระงับลีกในประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปอันเป็นผลมาจากการระบาดของโรคโคโรนาไวรัส

อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ทางการเงินของนักฟุตบอลรายใหญ่ของยุโรปหลายคนที่ไม่ชัดเจนเนื่องจากวิกฤตการณ์ COVID-19 ตัวแทนของ Upamecano, Volker Struth คิดว่าลูกความของเขาจะยังคงอยู่ต่อไป

พูดกับ Sport 1 เขากล่าวว่า: “ฉันไม่เชื่อในการถ่ายโอนจำนวนมากในฤดูร้อนนี้และฉันคิดว่า Upamecano เป็นผู้เล่นที่ต้องการค่าธรรมเนียมจำนวนมาก

“ดังนั้นคำแถลงดังกล่าวได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว”

สองระดับชั้นนำในประเทศเยอรมนีมีกำหนดจะกลับมาทำงานในสุดสัปดาห์ถัดไปหลังจากที่ได้รับการไปข้างหน้าเพื่อดำเนินการต่อในฤดูกาล 2019-20 หลังปิดประตูจากรัฐบาล

บุนเดสลีกาเป็นลีกแรกของยุโรปที่ยืนยันแผนการเริ่มต้นใหม่หลังจากหยุดการแข่งขันในเดือนมีนาคม…

» Read more
Poyet

Poyet งงงวยตามกำหนดเวลาของการเจรจา Ziyech หลังจากที่เชลซีเซ็นสัญญา

Poyet คิดว่ามันเป็นเรื่องแปลกสำหรับเชลซีที่จะไม่เซ็นสัญญาเมื่อเดือนมกราคม

Poyet ฝ่ายของแฟรงค์แลมพาร์ดยืนยันในเดือนกุมภาพันธ์ว่าอาแจ็กซ์ Ziyech ดาวจะย้ายไปที่สแตมฟอร์ดบริดจ์หลังจากฤดูกาล 2019-20 โดยมีค่าธรรมเนียมที่สามารถเข้าถึง 44 ล้านยูโร

ในขณะที่ Poyet เชื่อว่าดาวโมร็อกโกสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นการเพิ่มความน่าตื่นเต้นให้กับพรีเมียร์ลีกอดีตกองกลางเชลซีไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมการประกาศครั้งนี้จึงเกิดขึ้นทันทีหลังจากสโมสรไม่สามารถเซ็นสัญญาใด ๆ ในระหว่างการถ่ายโอน

การคว่ำบาตรการถ่ายโอนป้องกันไม่ให้เชลซีนำหน้าสดก่อนเริ่มฤดูกาล แต่ถึงแม้ว่าแลมพาร์ดจะเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมกำลัง แต่ก็ไม่มีผู้เล่นใหม่เซ็นชื่อเมื่อถูกแบนเมื่อต้นเดือนมกราคม

เมื่อถูกถามถึงความเห็นของเขาเกี่ยวกับ Ziyech, Poyet ซึ่งใช้เวลาสี่ปีกับเชลซีและได้รับรางวัล FA Cup, Cup Winners ‘Cup และ UEFA Super Cup กล่าวกับสถิติการแสดง: “ผู้เล่นที่ดีมากผู้เล่นที่น่าสนใจมาก”

เขาพูดต่อ:“ ฉันไม่เข้าใจ – และฉันไม่วิจารณ์ใครเลย – ทำไมเชลซีถึงได้ทำในช่วงฤดูร้อนไม่สามารถเซ็นสัญญาผู้เล่นได้ถึงเดือนมกราคมด้วยความเป็นไปได้ที่จะเซ็นสัญญากับผู้เล่น t แล้วสามวันต่อมาสี่วันต่อมาพวกเขาประกาศว่าพวกเขาเซ็นชื่อผู้เล่นในปีหน้ามันไม่ปกติใช่ไหม

“ฉันไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี แต่ฉันทำมันหายไปนิดหน่อยเพราะคุณบ่นมากเกี่ยวกับการซื้อไม่ได้แล้วคุณมีโอกาสที่จะซื้อและคุณก็ไม่ทำแล้วเมื่อหน้าต่างโอนปิดคุณ ประกาศว่าคุณซื้อ

ฉันคิดว่าพวกเขาได้คุณภาพของผู้เล่นที่แฟน ๆ จะได้รับชมแน่นอนว่าจะต้องมีช่วงเวลาในการปรับตัวและทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าคุณมาจากไหนตัวละครของคุณและวิธีที่พวกเขาสามารถแสดงได้ แต่ถ้าเขาปรับตัวให้เข้ากับความแข็งแกร่งและพลังของพรีเมียร์ลีกฉันคิดว่าเขาจะเป็นผู้เล่นที่คุณจะไปและสนุกกับการเล่น

ขับเคลื่อนโดยโครงการ Rubicon
“ ทักษะมากมายพรสวรรค์ทางเทคนิคสามารถทำประตูและเขาสามารถผลิตสิ่งต่าง ๆ ให้กับทีมได้”…

» Read more
Camavinga

Camavinga ยินดีต้อนรับการเชื่อมโยงเรอัลมาดริด

Camavinga กล่าวว่าไม่มีข้อตกลงสำหรับเรนส์

Camavinga ต้อนรับการเชื่อมโยงกับการย้ายไปยังเรอัลมาดริดและปฏิเสธว่าเขามีข้อตกลงในสถานที่ที่จะอยู่ที่แรนส์ในฤดูกาลหน้า

ประเทศฝรั่งเศสภายใต้ -21 Camavinga สนุกกับการรณรงค์ฝ่าวงล้อมกับแรนส์ในปี 2019-20 และเชื่อว่า 17 ปีแล้วเป็นเป้าหมายสำหรับมาดริด

กองกลางทำ 25 ลีกเอิงปรากฏ 1 ก่อนฤดูกาลสิ้นสุดลงก่อนกำหนดเนื่องจากการระบาดของโคโรนาไวรัส

แรนส์ยังคงเป็นที่สามในอันดับและจะเข้าร่วมในแชมเปี้ยนส์ลีกในปี 2020-21 แต่ Camavinga จะไม่รับประกันว่าเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ของพวกเขา

ถามว่าข้อตกลงที่จะอยู่ที่แรนส์สำหรับฤดูกาลถัดไปได้มาถึงแล้วหรือไม่ Camavinga บอก Ouest- ฝรั่งเศส: “ถ้าข้อตกลงที่สำคัญเช่นนั้นถูกพบในช่วงกลางฤดูตรงไปตรงมาฉันจะต้องรู้

“ ด้วยอนาคตของฉันเราจะเห็นเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล”

ในการเชื่อมโยงไปยังมาดริดและสโมสรชั้นนำอื่น ๆ เขากล่าวเสริม:“ เป็นเรื่องดีที่สโมสรใหญ่ ๆ อย่างที่กล่าวถึงมีความสนใจในตัวฉัน แต่ฉันก็ยังดีที่แรนส์

“เราจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น … พ่อแม่และตัวแทนของฉันจัดการสิ่งนี้”…

» Read more
ผีจ้างหนัง

ประวัติ ตำนานลึกลับ ผีจ้างหนัง

ผีจ้างหนัง คำชะโนด เป็นป่าที่เต็มไปด้วยเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ผีจ้างหนัง คำชะโนด เรื่องลี้ลับ เรื่องอาถรรพณ์ แล้วก็มันเป็นป่าที่มีตำนาน ที่คนไทยในภาคอีสาน รวมทั้งชาวลาวให้ความยำเกรง เพราะเหตุว่าเช้าใจกันว่าเป็นที่ตั้งของเมืองพญานาค แล้วก็วังพญานาค ต้นตำนานแม่น้ำโขง เป็นป่าที่มีความน่าดึงดูดใจในทางวิชาพฤกษศาสตร์ ที่โลกจำต้องตลึง!!! กับต้นคำชะโนดที่แก่นับหลายร้อยปี รวมทั้งมีอยู่ที่เดียวในป่าคำชะโนด ที่นี้ที่เดียวแค่นั้น

ป่าคำชะโนด ที่นี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 20 ไร่ในต.วังทอง อ.บ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ป่าคำชะโนด ที่ตั้งตามลักษณะตำแหน่งที่ตั้ง เนื่องด้วยรอบๆนั้นมีต้นชะโนด (อยู่ในเชื้อสายเดียวกับปาล์ม คล้ายตาล ต้นหมาก หรือไม่ก็ต้นมะพร้าว แม้กระนั้นสูงขึ้นมากยิ่งกว่า) ขึ้นกับอย่างหนาแน่น มองดูไปทางไหนก็มองเห็นแต่ว่าทิวชะโนดสูงเด่นเป็นสง่า ปี 2520 เป็นครั้งแรกที่ประชาชนได้ทำตรวจปริมาณต้นชะโนดในป่าที่นี้ มีอยู่ราว 2,000 กว่าต้น กระทั่งมาถึงปี 2544 ประชาชนตรวจอีกทีพบว่าต้นชะโนดลดลงเหลือเพียงแค่ 1,865 ต้น แต่กระนั้นตรงนี้ยังคงความเย็นเปียกชื้นรวมทั้งให้บรรยากาศวังเวงอย่างเดิม แต่ว่าที่น่าประหลาดใจเป็น ถ้าหากพ้นจากป่าดงชะโนดที่นี้ไป ห่างกันเพียงแค่ไม่ถึง 300 เมตร ก็ไม่มีต้นชะโนดปรากฏให้มองเห็นแม้กระทั้งต้นเดียว นี่เองก็เลยทำให้แผ่นดินราว 20 ไร่ ถูกให้ฉายาให้เป็นป่าที่ชะโนดขนานแท้ รวมทั้งมีเรื่องมีราวเล่าต่างๆนามาแม้กระนั้นโบราณ

ตำนานลึกลับ – ผีว่าจ้างหนัง
“เคยมีคนคิดเอาต้นชะโนดไปปลูกที่อื่นๆนะ แม้กระนั้นไม่นานก็จะต้องเอากลับมาคืนที่เดิม เนื่องจากว่าชีวิตงานการไม่รุ่งโรจน์ ชีวิตครอบครัวมีแต่ว่าความทุกข์ร้อน ขนาดว่าเพียงแค่เอาเม็ด หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง บางทีก็อาจจะเป็นใบแห้งๆออกมาจากป่า ท้ายที่สุดจำต้องเอามาคืนกันหมด” ทองคำอินทร์ ปักเสติ ราษฎรโนนเมือง ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ๆกับป่าคำชะโนด กล่าว นี่ก็เกิดเรื่องเล่าของป่าอาถรรพณ์ที่นี้

ป่าอาถรรพณ์ที่นี้ได้แปลงเป็นสถานที่โด่งดังเรื่องของความน่าสะพรึงกลัวเลวข้ามคืน เนื่องจากเรื่องเล่า “ผีว่าจ้างหนังที่คำชะโนด” (คนอีสานเรียก ผีบังบด หรือเมืองลับแล ไม่อาจจะเห็นได้ทั่วๆไป นอกเสียจากว่าจะมีอะไรบันดาลใจให้มองเห็น) มีเรื่องมีราวเล่าว่าโดยเมื่อปี พุทธศักราช2532 ธงชัย แสงสว่างชัย ผู้ครอบครองค่ายหนังเร่ดังที่กล่าวมาข้างต้น ได้เล่าว่า ตัวเองถูกจ้างจากใครสักคนให้ไปฉายหนังกลางแปลงที่งานวัด ที่หมู่บ้านวังทองคำ แถวป่าคำชะโนด ด้วยจำนวนเงิน 4,000 บาท แม้กระนั้นมีเงื่อนไขเป็น จำเป็นต้องฉายจบเพียงแค่ตี 4 ของวันใหม่ แล้วก็ให้ออกจากหมู่บ้านก่อนใกล้จะสว่าง โดยห้ามหันหลังกลับมามองดู…

ภายหลังที่ชำระเงินเงินมัดจำเสร็จ ผู้ครอบครองหนังก็จัดการตระเตรียมของวัสดุอุปกรณ์สัมภาระ ฟิล์มถ่ายรูปหนังที่จะนำไปฉาย ไปกับลูกน้องอีก 4 รวมเป็น 5 คน โดยขึ้นรถบรรทุก 6 ล้อมีหลังคา ออกมาจากตัวจังหวัดบ่ายคล้อยขับขี่รถเข้าไปแถวป่าคำชะโนดก็เริ่มมืด ยิ่งขับไปทางทางดังที่นายจ้างบอกก็มองไม่เห็นว่าจะพบหมู่บ้านหรือผู้ที่จะมารับ ก็เลยนึกว่าหลงกัน ระหว่างหยุดรถยนต์ว่าจะย้อนกลับไปดีไหม ก็มีสตรี 2 คนสวมชุดดำมาร้องเรียกว่าจะนำไปที่วัด ผู้ขับที่เป็นเจ้าของหนังก็รับขึ้นรถ แม้กระนั้นเอ็งก็สงสัยว่า 2 คนนี้โผล่มาจากไหนในที่มืดๆอย่างงี้ ยานพาหนะอะไรก็ไม่มี

เมื่อขับเข้าไปในหมู่บ้านก็ยิ่งให้เชิญชวนสงสัยใหญ่ว่า เพราะอะไรไม่มีเสียงลำโพงออกมาจากงานวัด ไม่มีเสียง หมอลำ หรือการละเล่นอะไรเลย พอเพียงไปถึงหมู่บ้านก็มีคนมารับ แต่ว่าแปลกว่าทุกคนจะสวมเสื้อสีขาวกับดำ ถ้าหากเป็นเพศชายสวมชุดขาว หญิงสวมชุดดำแยกให้เห็นกระจ่างเจนแม้กระทั้งเด็ก แต่ว่าที่แปลกทุกคนจะทาหน้าขาวหมดราวกับใช้ครีมพอกหน้าเป็นที่หน้าสงสัยว่าพวกเขานั้นเพราะเหตุใดแต่งชุดแบบงั้นด้วยเหตุว่าไม่มีผู้ใดสวมเสื้ออันอื่นเลยเว้นแต่ชุดขาวและก็ดำ

เมื่อถึงที่แล้วทุกคนก็เริ่มตั้งจอภาพยนตร์ เดินสายไฟ แล้วก็เปิดเครื่องปั่นไฟ ระหว่างที่กำลังเป็นจริงเป็นจังจัดตั้งก็เริ่มมองเห็นผู้คนทยอยมานั่งดูหนัง แต่ว่าจะแยกชายหญิงชัดแจ้ง ไม่นั่งรวมกัน แล้วก็ธรรมดาของงานวัดควรจะมีแม่ค้าแม่ขายมาขายน้ำ ขายถั่ว ขายปลาหมึกปิ้ง แต่ว่าตรงนี้กลับไม่มีแม่ค้าสักคน เพียงพอจัดตั้งเสร็จก็เริ่มฉายหนัง หนังที่เอาไปฉายมี 4 เรื่อง เรื่องแรกเป็นหนังสงคราม เรื่องที่ 2 เป็นภาพยนตร์ตลกแอ็คชั่น เรื่องที่ 3 กับ 4 เป็นหนังผี ระหว่างฉายคนบรรยายก็เพียรพยายามบรรยายยิงมุกขำขันๆแต่ว่าไม่มีผู้ใดหัวเราะหรือแสดงความรู้สึกประการใดเลย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาไปฉายที่ใด คนก็จะหัวเราะตลอด

กระทั่งเริ่มฉายเรื่องที่ 3 ที่เป็นหนังผี ดูอาการผู้ที่มาดูเริ่มตั้งอกตั้งใจมอง ในขณะที่บรรยากาศในช่วงเวลานั้นก็เที่ยงคืนมองน่าขนลุกมากมายๆระหว่างนั้นทางผู้จัดงานก็จัดข้าวต้มถ้วยเล็กมาให้คณะทำงานฉายหนังกินกัน ทางคณะทำงานมองเห็นแล้วหลังจากนั้นก็อ่อนใจ มีแม้กระนั้นข้าวต้มซีดๆกะเนื้อชิ้นเล็กๆแม้กระนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียความตั้งใจ ทางคณะทำงานก็เลยกินกัน ปรากฎว่าเป็นข้าวต้มที่อร่อยที่สุดที่เคยกินกันมา ภายหลังจากฉายหนังจบถึงตี 2 ผู้คนก็แยกย้ายกันกลับ ประเดี๋ยวเดียวก็สลายไปหมด ไม่มีผู้ใดหลงเหลืออยู่เลย ทางคณะทำงานก็เก็บเครื่องมือขึ้นรถ โดยมีเพศหญิงสองคนนั่งรถยนต์ออกมาส่ง ก่อนที่จะร่ำลาก็จ่ายค่าจ้างที่เหลือซึ่งเป็นเงินเหรียญทั้งสิ้น เพียงพอออกมาส่งถึงปากซอยหญิงสองคนนั้นลงจากรถยนต์ เพียงพอรถยนต์ออกสตาร์ทผู้ขับที่เป็นเจ้าของหนังกลางแปลงหันกลับมาดูก็มองไม่เห็นเพศหญิง 2 คนนั้นแล้ว

ภายหลังกลับมาถึงบริษัท ธงชัย ก็กำเนิดความข้องใจ ก็เลยเช็คเรื่องราวกับนายจ้างที่ทำสำเนาให้ตอนมัดจำ ก็เจอตัวว่ามีชื่อนี้จริง แต่ว่าเจ้าตัวพูดว่าไม่เคยไปจ้างผู้ใดไปฉายหนังตามวันและก็ในขณะที่บอก เมื่อสงสัยจัดก็เลยซักถามไปยังเจ้าอาวาสวัดที่เอาหนังไปฉาย ทางเจ้าอาวาสก็พูดว่าในวันนั้นที่วัดมิได้มีการจัดงานอะไร แม้กระนั้นเจ้าอาวาสเล่าว่า ในคืนวันที่ผู้ครอบครองหนังมาบอกว่ามีการฉายหนัง ที่ป่าคำชะโนดจะมีเสียงซู่ๆดังมีลมพายุพัดเข้ามา ทั้งที่คืนนั้นไม่มีลมใหญ่พัดมาจากไหนเลย ทำให้ผู้ครอบครองหนังนั้นประหลาดใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นต้องการมากมาย แล้วก็ยังหาคำตอบว่าใครกันแน่ที่ว่าจ้างหนังไปฉายที่ป่าคำชะโนดมิได้

นอกเหนือจากการที่จะมีเรื่องมีราวเล่าผีว่าจ้างหนังที่ป่าคำชะโนดแล้ว ป่าที่นี้ยังมีเรื่องมีราวน่าแปลกอีกประเด็นเป็น เวลาน้ำแล้งก็จะมีความคิดเห็นว่าดินเชื่อมต่อกันไม่มีอะไร แต่ว่าเวลาน้ำหลาก ที่ดินบริเวณจะท่วมหมด แต่ว่าปรากฏว่าป่านี้น้ำไม่ท่วม น้ำขึ้นสูงยังไงก็ไม่ท่วม ราษฎรก็เลยมั่นใจว่า เกาะนี้ลอยน้ำได้ รวมทั้งมั่นใจว่าที่เป็นแบบนี้ด้วยเหตุว่าเจ้าที่เจ้าทางเป็นคนทำไม่ให้ป่าที่นี้จมน้ำ

ในช่วงเวลาที่ ทองคำอินทร์ ปักเสติ ประชาชนโนนเมือง ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ๆกับป่าคำชะโนด ได้ย้อนถึงสถานะการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในป่าคำชะโนดอีกเรื่องหนึ่งเล่าของป่าที่นี้ ซึ่งคนนอกฟังมองบางทีอาจรู้สึกว่าเกิดเรื่องสมมติขึ้นมาเพื่อหลอกให้คนกลัวกันเล่นๆสำหรับราษฎรที่อยู่มานานนมกลับเชื่อวางใจ ไม่ใช่นิทานปรัมปรา หรือนิยายบันเทิงเริงรมย์ แต่ว่าโน่นเป็นแรงเชื่อถือที่ประชาชนมีต่อป่าอันลี้ลับรวมทั้งเต็มไปด้วยเรื่องเล่าเยอะแยะ

แรกเริ่มคนท้องถิ่นจะเรียกตรงนี้ว่า “วังนาเคนทร์คำชะโนด” ที่มาก็คือมีหนองน้ำอยู่กึ่งกลางป่าชะโนด เป็นแอ่งน้ำขนาดเล็กๆกลับมีน้ำไหลซึมออกตามธรรมชาติตลอดระยะเวลา ทำให้เกิดอาการชาวบ้านเช้าใจกันว่าแอ่งน้ำประทานมาให้โดยพญานาคที่อาศัยอยู่ในรอบๆป่า สำหรับแอ่งน้ำในป่าคำชะโนด ว่ากันว่าเป็นหนองน้ำที่ความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ประชาชนเชื่อกันแบบนั้น มีคนจำนวนไม่น้อยเคยทดลองอธิษฐานเบื้องหน้าหนองน้ำก็ได้ตามหวัง บางบุคคลป่วยไข้ไปดื่มหรืออาบโรคร้ายก็หายเป็นปลิดทิ้ง สร้างความพิศวงดวงใจยิ่งนัก แม้กระนั้นโน่นไม่ใช่ทุกคน อยู่ที่ความเลื่อมใสมีมากน้อยแค่ไหน ใครหลายๆคนไม่เชื่อแถมยังดูถูกดูแคลน ตักน้ำจากบ่อแล้วเอามาล้างเท้าแทนที่จะหายไข้กลับเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสซ้ำหนักกว่าเดิม

เหมือนกับคนไหนกันที่ต้องการจะเข้าไปสัมผัสป่าลี้ลับคำชะโนดก็จำเป็นต้องสำรวมและก็ประพฤติตามข้อบังคับอื่นๆอย่างเช่น ห้ามสวมรองเท้าทั่วอีกทั้งรอบๆป่า หมวก แว่น ร่ม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาสูบ ห้ามเด็ดขาด เพราะว่าสิ่งกลุ่มนี้เป็นการลบหลู่ดูหมิ่นดูถูกเหยียดหยามต่อผู้คุ้มครองแผ่นดิน

“เมื่อก่อนห้ามสวมเสื้อสีแดงด้วย ไม่ได้เลยจ๊า คนไหนกันใส่เข้ามานี่เกิดเรื่อง อยู่มิได้นานหรอก จำเป็นต้องรีบออกไป ไม่เคยรู้ทำไม เสมือนท่านเกลียดชัง แม้กระนั้นเพียงพอหลวงปู่ (หลวงตาคำ สิริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดศรีสุทโธ วัดบริเวณป่าคำชะโนด) ได้ประกอบพิธีขอนอกจากหลังจากนั้นก็ใส่ได้” ทองคำหล่อ ตลิ่งชัน กำนันตำบลวังทองคำ กล่าว…

» Read more
ศิลปะเกี่ยวกับความตาย

ศิลปะเกี่ยวกับความตาย ที่ไปที่มาของศิลป์นี้

ศิลปะเกี่ยวกับความตาย เป็นจำพวกของงานศิลปะที่เป็นแบบอย่างหรือตั้งอยู่กับร่างของผู้เสียชีวิต

ศิลปะเกี่ยวกับความตาย ที่เก็บศพเป็นคำกว้างๆที่สใช้สำหรับใส่คนตาย ช่วงเวลาที่โภคทรัพย์หลุมฝังศพเป็นข้าวของที่ฝังหรือตั้งไว้กับผู้เสียชีวิต—ที่นอกไปจากร่างของคนเสียชีวิต—ที่ได้รับการวางไว้กับคนตาย ข้าวของต่างๆที่ฝังไปกับผู้เสียชีวิตบางทีก็อาจจะรวมถึงข้าวของส่วนตัว หรือวัตถุหรือข้าวของที่ทำขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกระทำฝัง หรือวัตถุหรือข้าวของขนาดย่อที่เช้าใจกันว่าจะมีสาระต่อคนตายในโลกใหม่ ความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวัฒนธรรมต่างๆในอดีตกาลชอบมาจากวัตถุที่ฝังไว้กับคนตายเหล่านี้

ศิลป์เกี่ยวกับความตายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีจุดมุ่งหมายหลายประการที่นอกไปจากเพื่อความมีสุนทรีย์สำหรับการแสดงถึงความศรัทธาหรืออารมณ์เกี่ยวกับชีวิตข้างหลังความตาย ศิลป์เกี่ยวกับความตายบางครั้งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของพิธีกรรมฝังศพ, เป็นข้าวของที่คนเสียชีวิตจะเอาไปใช้ได้ในภพหน้า และก็ เป็นวัตถุเพื่อการเฉลิมฉลองชีวิตแล้วก็การบรรลุผลของคนตาย หรือ เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของสาเหตุในจารีตประเพณีการสักการบรรพบุรุษ (ancestor veneration) ยิ่งกว่านั้นศิลป์เกี่ยวกับความตายก็บางทีก็อาจจะเป็นเครื่องเตือนถึงความไม่เที่ยงแท้ของสังขารของคนเรา, เครื่องแสดงถึงคุณประโยชน์รวมทั้งหน้าที่ของวัฒนธรรม แล้วก็เป็นการเอาอกเอาใจวิญญาณของคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อจะปกป้องไม่ให้กลับมาหลอกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ วัฒนธรรมหลายวัฒนธรรมมีบุคลาธิษฐานยมทูต อย่างเช่นเทวดาเฮอร์มีสของภาษากรีก หรือเทวดาชารุน ผู้เป็นคนนำทางวิญญาณไปยังโลกสำหรับผู้เสียชีวิต

ศิลป์เกี่ยวกับความตายมีมาตั้งแต่ยุคมนุษย์นีอันเดอร์ธอลกว่า 100,000 ปีมาแล้ว และก็ดำเนินในทุกชาติทุกวัฒนธรรมถัดมา—นอกจากวัฒนธรรมฮินดูที่มีข้อมูลเพียงแค่เล็กๆน้อยๆที่เป็นข้อละเว้น งานศิลปะอันมีชื่อในวัฒนธรรมสมัยโบราณในอดีตกาล—ตั้งแต่พีระมิดอียิปต์ แล้วก็โภคทรัพย์ฟาโรห์ทุตอังค์อามุน ไปจนกระทั่ง ป่าช้าจิ๋นซีฮ่องเต้โอบล้อมหลุมฝังศพของจักรพัตราธิราชจีนฉินสื่อหวงที่ราชวงศ์ฉิน, ที่เก็บศพฮาลิคาร์นาสซัส, เรือฝังที่ซัททันฮู รวมทั้ง ทัชมาฮาล—เป็นที่เก็บศพหรือที่เจอข้าวของที่ฝังไปกับคนตายเยอะๆ โดยมากแล้วศิลป์เกี่ยวกับความตายชอบทำขึ้นโดยผู้เลี้ยงดูนักแสดงผู้มีฐานะดี ส่วนการฝังศพหรือฌาปนกิจของผู้มีฐานะยากจนก็บางครั้งอาจจะก็แค่เป็นภาพที่เขียนหยาบๆง่ายๆและก็ข้าวของติดตัวที่เป็นสมบัติเมื่อมีชีวิตอยู่…

» Read more
เรือสุพรรณหงษ์

ตำนานความเป็นมาของ เรือสุพรรณหงษ์

เรือสุพรรณหงษ์ หัวเรือทำท่าเหมือนจะกลับอู่อยู่อย่างเดียว

เรือสุพรรณหงษ์ สำหรับ เรื่องมหัศจรรย์ที่หลายคนบางทีอาจจะรู้เลาๆหรือเคยได้ฟังได้ฟังมาบ้างก็เป็น สถานะการณ์ที่เกิดขึ้นกับกระบวนเดินทัพชลมารคเมื่อปี พุทธศักราช 2539 โดยคุณราตรี บัวประดิษฐ์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ได้เล่าว่า

“ในปีนั้น(พุทธศักราช2539) นับเป็นปีพิเศษที่กระบวนพยุหยาตราฯ , , , ได้นำเรือนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆมาแล่นเป็นเรือเอกลำแรก ทำให้เรือสุพรรณหงส์ ซึ่งเดิมเคยเป็นเรือเอกมาตลอดกลายเป็นเรือรองแล่นตามหลัง

“เมื่อนำเรือสุพรรณหงส์แล่นในแม่น้ำเจ้าพระยาออกตามหลังเรือนารายณ์ทรง สุบรรณได้ครู่หนึ่ง จู่ๆก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น เป็นเกิดมีพายุลมแรงมากโดยที่ไม่มีวี่แววของฝนตั้งเค้าพัดมาที่เรือสุพรรณ หงส์ ตอนที่เรือลำอื่นยังแล่นได้ตามปกติ

“แล้วเรือสุพรรณหงส์ก็เบนหัวเรือทำท่าราวกับจะกลับอู่อยู่อย่างเดียว ทั้งๆที่เหล่าฝีพายซึ่งล้วนแล้วแต่มีฝีมือดี อุตสาหะจะตั้งหลักให้แล่นในแม่น้ำเจ้าพระยาแต่ว่าก็ไม่เป็นผล เรือไม่ยินยอมไปตามจนกระทั่งท้ายที่สุดเมื่อเรือแทบจะล่ม เหล่าฝีพายก็จะต้องนำเรือกลับเข้าอู่ต่อเรือพิธี”
กระบวนยกทัพฯควรจะเป็นเรือลำใดลำหนึ่งเพียงแค่นั้น
เรื่อง นี้มีบุคคลที่อยู่ในเรื่องคนไม่ใช่น้อยต่างเข้าใจกันอยู่ ดังนี้ถ้าเกิดมาดูกันตามประวัติศาสตร์ กระบวนพยุหย าตราฯนั้น เรือสุพรรณหงส์เป็นเรือพระที่นั่งเอกมาตลอด แม้กระนั้นในวันนั้นได้นำเรือนารายณ์ทรงสุบรรณไปแล่นเป็นเรือเอกแทน ทำให้เรือสุพรรณหงส์ไม่ยินยอม ซึ่งถ้าเกิดมองเป็นลำดับชั้นแล้วเรือนารายณ์ทรงสุบรรณเป็นเรือรูปสัตว์ที่มีขั้นรอง เรือสุพรรณหงส์อยู่แล้ว

“ซึ่งสำหรับในการจัดริ้วกระบวนปี 2539 นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกล่าวว่า ถ้าเกิดจะให้แก่ท่านประทับเรือนารายณ์ทรงสุบรรณก็ไม่สมควรที่จะเอาเรือสุพรรณหงส์ลง เพราะว่ากระบวนยกกองทัพฯควรจะเป็นเรือลำใดลำหนึ่งเพียงแค่นั้น”

ปรับแก้ พิพิธภัณฑสถานเรือพิธี
นอก จากเรื่องน่าอัศจรรย์ของเรือสุพรรณหงส์ที่หลายๆคนเคยทราบได้ฟังเกี่ยวกับ
กระบวนเดินทัพฯปี พุทธศักราช 2539 แล้ว คุณกลางคืนยังเล่าเหตุอันน่าแปลกที่เกิดขึ้นอยู่กับตนเองให้ฟังว่า

“ในสมัยก่อนตรงนี้(พิพิธภัณฑสถานเรือพิธี)เป็นเพียงแต่สถานที่เก็บเรืออย่าง เดียวเพียงแค่นั้น ถัดมาก็เลยเปลี่ยนแปลงเป็นพิพิธภัณฑสถานเรือพิธี แต่สถานที่ยังไม่ดีเพียงพอ เมื่อฉันมาก็ตั้งอกตั้งใจที่จำสถานที่ที่นี้ให้ดียิ่งขึ้นเนื่องมาจาก เป็นที่เก็บเรือของในหลวงรวมทั้งมีที่เดียวในโลก

“ก็เลยได้ประกอบพิธีเซ่นสังเวยแม่ย่านาง เจ้าที่เจ้าทาง พร้อมด้วยบอกท่านว่ามีความมุ่งหมายที่จะทำที่นี่ให้ดี รวมทั้งอยากงบประมาณเพื่อมาปรับปรุงแก้ไข ขอดลบันดาลจิตใจให้แก่ท่านคนแก่ให้งบประมาณสำหรับในการเกื้อหนุนในการพัฒนา ซึ่งจากการ ที่ไหว้และจากนั้นก็ได้รับงบประมาณโดยตลอด หัวข้อนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์มิได้ แต่ว่าฉันก็มีความเชื่อโดยตลอด”

จัดพิธีการเส้นไหว้ พิธีการบอกเทวดาหรือแม่ย่านาง
เมื่อ เอ๋ยถึงเรื่องแม่ย่านางแล้ว คุณวิกาลเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า ที่เรือสุพรรณหงส์เคยมีผู้เฒ่า ผู้แก่ คนจำนวนไม่น้อย มองเห็นแม่น่านาง เป็นสตรีผมยาว ผมขาว เดินไปๆมาๆอยู่ที่ศีรษะเรือในช่วงกลางคืน

“ซึ่งเรื่องที่เรือมีแม่ย่านางนี้ ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยคงทราบดีว่าเป็นความเชื่อเกี่ยวกับการต่อเรือ เนื่องจากการที่จะสร้างเรือขึ้นมาหนึ่งลำนั้น ควรจะมีการจัดพิธีการเส้นไหว้ พิธีการแจ้งเทวดาหรือแม่ย่านาง ที่ประจำเรือซึ่งทำมาจากต้นไม้ ดังนี้เป็นพิธีการความเลื่อมใสที่มีมาแม้กระนั้นโบราณ ส่วนแม่ย่านางเรือแต่ละลำนั้นจะเฮี้ยนขนาดไหน อันนี้ก็ขึ้นกับเรือลำนั้น

“สำหรับพิธีบูชาเส้นไหว้เรือสุพรรณหงส์นั้นก็ราวกับพิธีบูชาปกติ เป็นมีของสำหรับเซ่นไหว้ อย่างหัวหมู เป็ด ไก่ อาหารคาว ของว่าง ของหวานต้มแดงต้มขาว รวมทั้งจะมีพราหมณ์เป็นผู้กระทำพิธีบูชาอีกทั้งก่อนจะสร้างเรือเพื่อเป็นการขอ อนุญาต และก็เมื่อสร้างเรือเสร็จแล้วก่อนจะนำเรือลงสู่แม่น้ำก็จะมีการเส้นไหว้อีก กาลครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการขอพรและก็ความเป็นมงคลให้กับฝีพายแล้วก็นายทหารต่างๆที่อยู่ประจำบนเรือ ซึ่งทั้งผองนี้นับเป็นจารีตโบราณที่สืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน”

อีก สิ่งหนึ่งที่ถ้าหากคุณรัตติกาลไม่เล่าออกมาก็จะไม่รู้เรื่องเลยว่า ที่โขนเรือสุพรรณหงส์นั้นจะมีการนำเหรียญบาทที่ข้างหน้าเป็นรูปพระเจ้าแผ่นดินแล้วก็ ข้างหลังเป็นรูปตราแผ่นดินใส่ลงไปในโขนเรือและประกอบพิธี ตามความเลื่อมใสแต่ก่อนที่เช้าใจกันว่าเพื่อความเป็นมงคล”

สำหรับเรื่องลี้ลับน่าเกินจริงเกี่ยวกับเรือสุพรรณหงส์ยังไม่หมดเพียงแต่เท่า นี้ คุณราตรีกาล คนเดิม เล่าเพิ่มเติมอีกว่า ที่เรือลำนี้จะมีผู้ตายเซ่นสังเวยทุกปี โดยผู้ที่ตายโดยมากก็ชอบเป็น พวกที่ไปดูถูกดูแคลนเรือ อย่าง นายทหารคนหนึ่งเมื่อเมาแล้วได้เข้าไปนั่งในเรือรวมทั้งฉี่รดเรือ จากนั้นทหารคนนั้นก็จมน้ำตายโดยไม่รู้ปัจจัย ในขณะที่เป็นคนว่ายแข็ง

“ส่วนอีกคนหนึ่ง ไปพูดจา ดูถูก ลบหลู่ แล้วก็เกิดเหตุเป็นไป เป็นว่ายจู่ๆจมน้ำตายไปเฉยเลย โดยไม่รู้จักปัจจัย ยิ่งกว่านั้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ตรงนี้(พิพิธภัณฑสถานเรือพิธี)มีน้ำท่วมมากมาย ลูกคนงานตรงนี้จู่ๆก็ตกน้ำตาย สำหรับตรงนี้แล้วคล้ายกับว่าทุกปีควรมีผู้ตายเสมอ

ถ้าเกิดไม่มีการไหว้ขออโหสิก่อนแล้ว ก็จะเกิดเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นกับรูปพวกนั้น
“อีก เรื่องราวหนึ่งที่เหลือเชื่อมากๆแล้วก็ชอบเกิดขึ้นบ่อยมากก็คือ สำหรับคนที่มาถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้รายงานข่าว เด็กนักเรียน นิสิต ถ้าเกิดไม่มีการไหว้ขออภัยก่อนแล้ว ก็จะเกิดเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นกับรูปพวกนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปที่ถ่ายไม่ติด รูปที่ถ่ายมาเสีย ดำหมด ขาวหมด จำเป็นต้องกลับมาขออภัยเพื่อถ่ายใหม่” คุณรารีเล่าด้วยด้วยความตื่นเต้น…

» Read more
พระอินทร์

ตำนานเรื่องเล่าของเทพ พระอินทร์ ราชาผู้ครองสวรรค์

ศาสนาพราหมณ์ หรือ ศาสนาฮินดู แต่โบราณจะนับถือ พระอินทร์

พระอินทร์ ให้ยิ่งใหญ่สูงสุด พระอินทร์นับได้ว่าเป็นเทพเจ้าองค์แรกสุดของศาสนาพราหมณ์ฮินดูก็ว่าได้ จนกระทั่งในขณะนี้ การบูชาพระอินทร์ก็ยังมีอยู่ในหมู่ผู้เลื่อมใสทั่วไป เพียงแต่ถูกลดหน้าที่ลงอีกทั้งในศาสนาฮินดู ที่ยกย่อง พระพรหม พระวิษณุ (พระนารายณ์) รวมทั้ง พระศิวะ (พระอิศวร) ขึ้นยิ่งใหญ่แทน
เมื่อโบราณ พระอินทร์ นับว่าทรงอานุภาพสูงที่สุดในบรรดาเทพทั้งมวล สามารถบันดาลใจให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆได้ ยกตัวอย่างเช่น บันดาลให้ฝนตกตามฤดูกาล ให้พืชพรรณงอกงาม เก็บเกี่ยวผลิตผลได้ดี แล้วก็ยังเป็นเทพเจ้าที่มีอำนาจสูงสุดสำหรับในการบันดาลให้เกิดภัยทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า น้ำท่วม พายุอันร้ายแรง ฯลฯ

พระอินทร์มี วัชระ หรือ สายฟ้า เป็นศาสตราวุธคู่กาย วัชระนี้สามารถสร้างฝนและฟ้าผ่า ฟ้าร้องได้ เป็นศาสตราวุธของเทพเจ้าที่มีอานาจเป็นอย่างมาก สามารถผ่ามหาสมุทรได้ สามารถผ่าเทือกเขาได้ สามารถผ่าท้องฟ้าได้

พระวรกายของพระอินทร์นั้นมีสีเหลืองทอง กระจ่างแจ่มใส อีกหนังสือเรียนก็ว่าพระอินทร์มีผิวสีแดงเข้ม สวมเครื่องประดับอย่างสวยสดงดงาม ดูสะอาดสะอ้าน มีงูเป็นสร้อย สวมเครื่องเพชรพลอยเพชรนิลจินดามากมาย เช่น สร้อยคอ กำไลข้อมือ แหวน มงกุฎอันหรูหรา ศิลปินที่วาดรูปพระอินทร์ได้สวยจะถือได้ว่ามหากุศลอย่างมาก

พระอินทร์สามารถแปลงตัวได้สารพัด สามารถล่องหนไปปรากฎอยู่ที่แห่งใดก็ได้ สามารถสร้างให้ร่างกายเล็กกระจิดอย่างมด หรือสร้างให้ร่างกายใหญ่มโหฬารใหญ่โตมโหฬารเช่นเทือกเขา

พาหนะของพระอินทร์มี 2 อย่างหมายถึง”รถม้า” แล้วก็รถม้ามันก็คือ “พระอาทิตย์” นั่นเอง

และก็อีกอย่างเป็น “ช้างเอราวัณ” หรือช้าง 3 เศียร (แต่เดิมมีถึง 33 เศียร)

พระอินทร์เป็นพระอิศวรที่ยิ่งใหญ่เหนือชีวิตของคนเรารวมทั้งสรรพสัตว์
มีบทบาทปกป้องดูแลโลกให้พ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆเป็นผู้นำเหล่าเทพเจ้าไปกำจัดอสูรร้ายในหลายคราว

เว้นแต่พราหมณ์แล้ว ในพุทธ พระอินทร์ยังเป็นเทวดาแพทย์ศาสนาพุทธให้อยู่ยืนยงถึง 5,000 ปี เนื่องจากว่าพระอินทร์เป็นเทวกษัตริย์ อันเป็นเป็นราชาที่เหล่าเทวดา ก็เลยมีอำนาจสำหรับในการออกคำสั่ง ทำลายคนที่จะนำพาศาสนาพุทธไปในแนวทางที่ไม่ดี

เมื่อพระอินทร์ได้ทรงสร้างอาณาจักรบนสวรรค์ให้ยิ่งใหญ่แล้ว ราชาที่เทพเจ้าท่านนี้ก็สร้างให้เหล่าเทวดาที่ได้ขึ้นสรวงสวรรค์ได้อยู่อย่างสุขสบายไม่มีความไม่บริสุทธิ์แล้วก็ความเศร้าใจทุกข์อะไรก็ตาม

พระอินทร์มีศัตรูคู่อาฆาตที่สำคัญที่สุดเป็น งูยักษ์วริยี่ห้อ ได้รบกันหลายคราว แต่ละครั้งก็รับประทานช่วงเวลาช้านาน รวมทั้งทุกๆครั้งพระอินทร์ก็จะเป็นข้างชนะเสมอพระอินทร์ ก็เลยเป็นเครื่องหมายของ ธรรมะ และก็งูยักษ์ ก็เป็นเครื่องหมายของ อธรรม โน่นหมายความว่าทั้งคู่อย่างจะอยู่คู่กันและไม่มีทางดับสิ้นได้เลย

ท้าวสักกะเทวราช เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระอินทร์ ในตำราเรียนหนึ่งกล่าวไว้ว่า พระอินทร์เกิดขึ้นมาจากผู้ใจดีปริมาณ 33 คน ได้ด้วยกันสร้างศาลารวมทั้งด้วยกันทำทางเพื่อมอบเป็นทาน เมื่อตายไปก็ไปกำเนิดเป็นทวยเทพเทวดา เทพเจ้ากลุ่มนี้ก็รวมร่างกันแปลงเป็นพระอินทร์ ช้างทรงของพระอินทร์ก็เลยมี 33 เศียร เพื่อแสดงถึงผู้ทำคุณความดี 33 คนนั่นเอง

พระอาสนะ (ที่นั่ง) ของพระอินทร์มีลักษณะเด่นเป็นเมื่อร้อนขึ้นมาเวลาใด โน่นซึ่งก็คือโลกมนุษย์ได้เกิดเหตุร้าย อสุรีร้ายออกอาระวาด เมื่อนั้นพระอินทร์ก็จะออกมาจากสรวงสวรรค์ เปลี่ยนร่างเป็นสัตว์ที่มีร่างกายใหญ่โต อดทน เพื่อลงมาปราบอสุรีให้สิ้นไป คนที่ได้ประกอบความดีงามบนโลกมนุษย์ เมื่อสิ้นอายุแล้วจะไปกำเนิดเป็นทวยเทพเทวดา ประทับอยู่บนสวรรค์อันเป็นวิมานของพระอินทร์

พระอินทร์ก็เลยเป็นเทวดาที่จิตใจดีเลิศ รอป้องกันคนที่ปฏิบัติคุณงามความดีอยู่ตลอด…

» Read more
ผียายจันทร์

เรื่องเล่าตำนานของ ผียายจันทร์

ผียายจันทร์ เรื่องเล่าสุดน่ากลัวขนหัวลุก

ผียายจันทร์ เล่าให้ฟังถึงตำนานในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งคนเก่าคนแก่ในหมู่บ้านเล่าต่อๆกันพยายามหมูบ้านแห่งหนึ่งซึ่งในเวลานี้ได้ปรับปรุงไปตามยุคสมัยแสงไฟสว่างจ้ามีถนนหนทางกว้างขวางมีรถวิ่งเข้าออกตลอดวันแม้กระนั้นแต่ก่อนนั้นหมู่บ้านแห่งนี้ห่างไกลความเจริญไม่มีกระแสไฟฟ้าถนนหนทางขอรับเพียงแค่ผู้คนมีอยู่ไม่กี่หลังคาเรือนส่วนใหญ่ก็ทำอาชีพขายปลาขายไก่มีบ้านหลังหนึ่งใหญ่โตพื้นที่กว้างขวางขณะนั้นตั้งเด่นสง่าอยู่ต้นซอยส่งผลไม้ปลูกไว้เต็มบ้านผู้ครอบครองนั้นเป็นขยายได้แก่ 4 ใหญ่จันทร์ก็อยู่เพียงลำพังไม่มีบุตรหลานดูแลแต่ละวันคุณยายจันทร์จะตื่นแต่เช้ามารดน้ำต้นไม้และก็ตรวจของใช้แล้วก็ผลไม้หายไปเท่าไรสิ่งที่คุณยายมักจะทำเป็นนั่งอยู่บนบ้าน มองดูลงมาที่สวนผลไม้ใครผ่านไปผ่านมาจะต้องมองเห็นแกนั่งอย่างนั้นจะเจอเย็นถึงนอนตอนที่แกไปนอนนั้นจะมีคนป่ายปีนกำแพงลักขโมยผลไม้ทุกวี่วันอยากรู้ดีว่าพวกนั้นมาขโมยผลไม้แต่เอ็งก็ปล่อยให้พวกนั้นลักขโมยไปถึงวันที่คุณยายจันทร์ตายก็ไม่มีบุตรหลานมาทำงานศพคนที่เข้าไปเก็บศพเราว่าแก่นอนบนกองเลือดด้านข้างส่งมีข้อความว่าทรัพย์สมบัติของเราห้ามใครแตะลูกหลานห้ามมองมือไม้ห้ามจับหากแม้ตอนข้าตายเป็นผีเท่ากูจะรอเฝ้าสมบัติของเราอีตน ใดเข้ามายุ่งยากฉันจะตามฆ่าหลอกหลอนทั้งโคตรตอนมีชีวิตอยู่อย่าจันทร์อยู่อย่างสันโดษลูกหลานหายหมดจะกลับมายอดเยี่ยมไม่ได้ข่าวสารว่าแกไม่สบายใกล้ตายเพียงแค่นั้นทรัพย์สินของใหญ่จังไม่ได้ถูกยกให้ใครมีพินัยกรรมหรือกระดาษเก่าๆเนื้อความว่ากูยายจันทร์ผู้ครอบครองทุกๆอย่างในที่ดินนี้มีลูกหลานไป 10 กว่าคนแต่ว่าไม่สามารถที่จะพึ่งใครได้ตอนมีชีวิตอยู่ไม่เคยเข้ามาเยี่ยมเยียนเมื่อใดที่กูตายอย่าเหยียบเข้าบ้านกูทรัพย์สมบัติเราจะไม่มีให้คนไหนกันได้ทั้งหมดข้าจะอยู่ดูแลเองบ้านถูกปิดตายล็อคกุญแจแน่นหนาการเสียชีวิตของคุณยายจันทร์ สร้างความน่าขนลุกแก่คนภายในหมู่บ้าน ทุกคนในหมู่บ้านจำเป็นต้องเดินผ่านบ้านมึงเวรตกอยู่กับพวกปฏิบัติงานนอกบ้านแล้วจะต้องกลับไปอยู่ที่บ้านดึกดื่นๆเวลากลับไปอยู่บ้านวิ่งเค้าหน้าตั้งกันทุกคนบางบุคคลต้องการลองดีเดินช้าๆดูเข้าไปในบ้านมองเห็นคุณยายจันทร์นั่งอยู่บนต้นมะม่วงชี้หน้าดุขึ้นเสียงมาลักขโมยของฉันใช่ไหมไปไกลๆบ้านข้าเลยจ๊าจนถึงไม่มีผู้ใดกล้ากลับไปอยู่ที่บ้านค่ำๆผ่านมาสักระยะ เริ่มมีรถรับจ้างขึ้นซาเล้งเก่าๆ4-5 คนมาหยุดรถยนต์เข้าคิวรอรับส่งคนภายในหมู่บ้านแม้กระนั้นคนภายนอกหมู่บ้าน ผู้รับว่าจ้างทุกคนเป็นคนภายนอกหมู่บ้านถึงไม่รู้เรื่องผีคุณยายจันทร์แม้กระนั้นคนภายในหมู่บ้านเวลากลับไปอยู่ที่บ้านดึกดื่นๆก็จะว่าจ้างรถยนต์ซาเล้งเข้าไปส่งถึงยังหน้าบ้านผู้ขับซาเล้งสังเกตุว่าบ้านคุณยายจันทร์ไร้คนอยู่แต่ว่าบ้านกลับไม่เสื่อมโทรมแถมยังส่งผลไม้เยอะไปหมดถึงคิดแผนลักขโมยผลไม้เพราะเหตุว่าส่งลูกค้าในหมู่บ้านเสร็จเลยแวะลักขโมยผลไม้ ขนาดที่กำลังตะกายกำแพงถึงยอดต้นมะม่วงมองเห็นคุณยายจันทร์นั่งยองๆบนต้นไม้ ดวงตาสีขาวโพนอ้าปากกว้างแผดเสียงกรีด ผู้ขับซาเล้งตกอกตกใจพลัดหล่นกำแพงวิ่งลืมลดเสียงยังดังกระหึ่มอยู่ในหูทำให้หูกระดานไม่อาจจะได้ยินเสียงข้างนอกแต่ได้ยินเสียงคุณยายจันทร์ตลอดระยะเวลา ที่น่ามหัศจรรย์เป็นรถยนต์ซาเล้งที่ผู้ขับลืมไว้เข้าไปอยู่ในบ้านคุณยายจันทร์แม้ว่าบ้านถูกปิดตายไม่มีผู้ใดเข้าไปได้แม้กระนั้นรถยนต์กลับเข้าไปหยุดอยู่คุณยายจันทร์แปลงเป็นปัญหาที่ไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้คนที่ล็อคกุญแจบ้านคุณยายจันทร์พูดว่าผมเอากุญแจไปกับสมปรารถนาจันทร์แล้วนะครับ ซาเล้งที่ไม่กลัวยังคงรับจ้างถัดไป

วันหนึ่งมีผู้ขับซาเล้งต้องการไปลองดีที่บ้านผีคุณยายจันทร์แผดเสียงดังด่าว่า อีแก่ตายแล้วจะหวงโภคทรัพย์ไปเพราะเหตุไรหลอกเพื่อนฝูงข้ากระทั่งหูบอดแล้วยังหลอกคนภายในหมู่บ้านอีกวันนี้มาท้าทายเก่งออกมาสู้กับฉันจะตบให้คว่ำเลยฉันจะเอาของไปขายให้หมดซาเล้งคนนี้ตะกายรั้วบ้านคุณยายจันทร์เก็บมะม่วงกวางลงมาบนถนนหนทางเยอะไปหมดเก็บไปพร่ำบ่นไป ไหนล่ะผีแก่ออกมาสิโว้ยเมื่อมีความคิดเห็นว่าไม่มีผีสิงหันหลังกำลังจะกระโจนลงจากกำแพงได้ยินเสียงคนรดน้ำต้นไม้ปากก็ขับร้องวัดเอ๋ยวัดโบสถ์มีตาลตาลโตนดอยู่เจ็ดต้นเลยบิดานกขุนทองก็ไปชิงทรัพย์ป่านนี้มองไม่เห็นมาภรรยาตักข้าวใส่ห่อเลยสร้างเรือไปตามหาเขาก็ลือมา บิดานกขุนทองตายแล้ว ผู้ขับซาเล้งหันกลับไปดูมองเห็นผีคุณยายจันทร์ยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วงปีนป่ายตะกายขึ้นมาหาผู้ขับซาเล้งวินาทีนั้นผู้ขับซาเล้งถูกใจขึ้นตกลงมาจากกำแพง รีบขี่รถยนต์ออกไปป้าก็ร้องโวยวายตาชายตามองกระจกข้างรถมองเห็นผีคุณยายจันทร์นั่งอยู่ด้านหลังใบหน้าเย้ยหยันหัวเราะเสียงแหลมๆจะตบฉันหรอจะตบเราก็ตบสิจะต้องกล่าวสิ ราษฎรไม่ไหวกับเรื่องที่เกิดขึ้นถึงร้องทุกข์กับผู้ใหญ่บ้านหรือบ้านคุณยายจั่นทิ้งผู้ใหญ่บ้านอยากได้ที่ดินของคุณยายจันทร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อรู้ที่ราษฎรลำบากทิ้งเข้าแผงของเขาผู้ใหญ่บ้านก็เลยคิดแผนทุกข์ทิ้งรวมทั้งจะซื้อต่อแต่ว่าไม่เป็นไปตามที่คิดแผนอยู่ๆผู้ใหญ่บ้านก็ล่องหนไปเฉยๆประชาชนช่วยเหลือกันตามหารวมทั้งไปดูที่บ้านของคุณยายจันทร์แม้กระนั้นก็ไม่อาจจะเข้าไปได้ ตามหาอยู่แทบ 3 อาทิตย์พบอีกครั้งเป็นศพถูกแขวนคออยู่หน้ารั้วบ้านในจันทร์ภาวะศพอื่นๆที่ตาถลนลิ้นจุกปากเมื่อก่อนหน้านี้กลับไม่มีผู้ใดมองเห็นส่งสาบานเลยไม่ยุ่งกับบ้านกันอีกกลัวว่าจึงควรตายแบบผู้ใหญ่บ้าน เรื่องราวนี้ทำให้ผีคุณยายจันทร์โปรดแผดเสียงกรีดทุกกลางคืนเวลา 19:00 นบ้านปิดประตูมิดชิดมีคนเล่าว่ายายจันทร์เตือนเคาะประตูถามทุกบ้านช่างฟ้องช่างยุยงปากว่างใช่ไหมข้าจะตัดลิ้นพวกแกทิ้งคุณยายจันทร์เริ่มเอาคืนพวกที่เอาการมึงไปฟ้องผู้ใหญ่บ้านและก็เริ่มจากตัวแกนนำป้าคนนี้ชื่อจริงเองเป็นญาติห่างๆของผู้ใหญ่บ้าน ป้าแดงได้รับข้อเสนอแนะของผู้ใหญ่บ้าน ว่ายุยงคนภายในหมู่บ้านให้คุณลุงความเห็นชอบลื้อบ้านคุณยายจั่นที่ได้แสดงจะได้รับส่วนแบ่งเยอะๆถึงก่อให้เกิดความละโมบ ยุแยงตะแคงรั่วให้ประชาชนเชื่อคำร้องของต้นประชาชนเชื่ออย่างสบายรู้เรื่องก็กลัวผีกันอยู่แล้วข่าวสารการเสียชีวิตของผู้ใหญ่บ้านเป็นที่กล่าวถึงในตอนนั้นประชาชนคิดไปต่างๆนานาว่าผู้ใหญ่บ้านตายเพราะเหตุว่าใหญ่จัดจ้ะป้าแดงไม่รู้จักการเสียชีวิตแบบปัญหาของผู้ใหญ่บ้านกำเนิดความหวาดกลัวจนถึงไม่กล้าออกมาจากบ้านไม่เจอหน้าผู้คนผีคุณยายจันทร์ไปพบป้าแดงเคาะประตูเรียกแดงแดงออกมาเราจะเอาเอ็งไปอยู่กับไอ้คนแก่ออกมา ร่างกายป้าแดงเริ่มมีกลิ่นเน่ามีแผลเรียกตัวแขนขาเหยเกผิดรูปผิดรอยคุยผู้เดียวตาโพลงไปๆมาๆในช่วงเวลาไม่นานบิดาแดงเปลี่ยนเป็นคนบ้าพูดถึงพ่อใหญ่จัง กระทั่งวันหนึ่งแสดงกรี๊ดเสียงดังวิ่งตรงไปที่บ้านคุณยายจันทร์ ร้องไห้ฟูมฟายหันบอกกับคุณยายจันทร์กูขอโทษปลดปล่อยเราไปเหอะอย่าหักแขนหักขากูอีกเลยจ๊าเราจะทำบุญทำทานไปให้ข้าเจ็บไปหมดแล้วว่าแดงดิ้นดิ้นรนเอามือเข้าปากและดึงลิ้นตนเองออกมาปลดปล่อยเราไปเถิดปลดปล่อยเรายังกล่าวไม่จบดีแกดึงลิ้นตนเองกระทั่งขาดนอนชักอยู่กับพื้นชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปช่วยมองเห็นแกหยุดดิ้นและก็ตายไปเองส่วนผู้ที่เหลือก็เป็นใบ้ไปเฉยๆหรือบางบุคคลเดินไปผูกคอตายที่รั้วบ้านของคุณยายจันทร์ และก็เรื่องราวทั้งปวงก็จบลงเพียงเท่านี้นะครับ…

» Read more
ตำนานแม่นาก

ตำนานแม่นาก เป็นผีที่เกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต

ตำนานแม่นาก นับว่าเป็นเรื่องเล่าอมตะของคนไทย

ตำนานแม่นาก ร่ำลือกันมาหลายยุคหลายสมัย เนื้อหาแต่ละฉบับบางทีอาจต่างๆนาๆบ้าง แต่ว่าส่วนหนึ่งมักมีกล่าวถึงสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พระผู้ใหญ่ ซึ่งผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอาจสงสัยกันว่าพระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพเริ่มถูกเชื่อมโยงกับ “ผีชาวบ้าน” ได้อย่างไร

เรื่องเล่าเหนือธรรมชาติในไทยก็เป็นเหมือนกันกับอีกหลายประเทศ แต่ละแห่งมีกันหลากหลายมากมาย ถึงจะมีมากล้น เรื่องเดียวที่เป็นชิ้นคลาสสิกซึ่งดูเหมือนจะทุกสมัยก็ยังเสนอมาเอ่ยถึงเสมอเป็นเรื่อง “แม่นากพระโขนง” ถึงแม้ว่าเรื่องราวจะผ่านมากว่าร้อยปีและจากนั้นก็ตาม ในยุคสมัยใกล้เคียงกับเรื่องราว เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ก็ยังรู้จักประเด็นนี้

สำหรับต้นตอของเรื่องราวนี้ เอนก นาวิกมูล ผู้ค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์หลายด้านรวมทั้งเก็บข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับแม่นาก เรียบเรียงไว้ภายในหนังสือ “เปิดตำนานแม่นากพระโขนง” โดยเจ้าตำรับเรื่องราวของ “แม่นาก” ที่มั่นใจว่าเก่าแก่ที่สุดเป็นฉบับนายกุหลาบ (ก.ศ.ร. กุหลาบ เกิดสมัยรัชกาลที่ 3 พุทธศักราช 2377 ถึงแก่กรรมสมัยรัชกาลที่ 6 พุทธศักราช 2464) เขียนลงในประเทศไทยจำพวก ฉบับเดือนมีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 118 พุทธศักราช 2422 เป็นการเขียนตอบคนอ่านที่เขียนปัญหาในต้นแบบโยกสี่สุภาพมีมารยาทมาถามผู้รอบรู้เรื่องเก่า

นายกุหลาบเขียนคำตอบเป็นความเรียงความยาวหน้าครึ่ง สาระสำคัญว่าพระศรีสมโภช (บุศย์) ผู้สร้างวัดมหาบุศย์ เล่า “อำแดงนากพระโขนง” มอบพระผู้เป็นเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส (วัดโพธิ์) เสด็จอุปัชฌาย์ของนายกุหลาบ เรื่องผีแม่นากตามข้อเขียนของนายกุหลาบ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 (ครองราชย์ระหว่าง พุทธศักราช 2367-2394) เรื่องราวของนายกุหลาบสะท้อนว่าแม่นากมีตัวตนจริง แต่ผีที่เล่าลือกันนั้นเป็นผีปลอม เนื่องจากลูกของนายชุ่ม-อำแดงนากหวงสินทรัพย์ของพ่อ กลัวพ่อจะมีภรรยาใหม่ ก็เลยทำอุบายใช้คนไปขว้างปาชาวเรือตามลำคลองขอบป่าช้าที่ฝังศพอำแดงนาก

แต่ว่าข้อมูลจากหลักฐานตามคำของนายกุหลาบก็ยังไม่บางทีอาจปักใจน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เกิดเหตุผีแม่นาก

เมื่อพิจารณาจากพระนิพนธ์ของม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล เรื่อง “ชีวิตและก็งานของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ที่เล่าว่า ตอนที่กรมพระยาดำรงฯ ยังเป็นนายทหารรักษาวังหลวง (ราวๆ ใกล้ๆพุทธศักราช 2420) สมเด็จฯ กับเจ้าพี่เจ้าน้องเคยลองถามคนเข้าออกประตูวังว่า ในบรรดารายชื่อ “ท่านขรัวโต (สมเด็จพุฒาจารย์), พระพุทธยอดฟ้าฯ รัชกาลที่ 1, จำไม่ได้ว่าใคร และก็อีนากพระโขนง” ระหว่าง 4 ท่านนี้รู้จักใครบ้าง

คนกลับรู้จัก “อีนากพระโขนง” มากที่สุด สะท้อนให้มีความเห็นว่าคนรู้จักแม่นากกันมานานพอควรแล้ว

ส่วนปัญหาว่า แม่นาก กับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ไปเกี่ยวข้องกันได้เช่นไร เอนก เขียนอธิบายไว้ว่า หนังสือชีวประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ที่เขียนเมื่อ พุทธศักราช 2473 โดยมหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์) อดีตกาลข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ

รายละเอียดตอนหนึ่งอ้างอิงมาจากคำกล่าวของเจ้านายหม่อมราชวงศ์วังหลังที่ไม่ปรากฏนาม เล่าให้พระยาทิพโกษาว่า พักหนึ่งสมเด็จฯ ท่านทำอะไรแปลกๆอยู่จังหวัดกรุงเทพมหานคร ไม่มีเวลาว่างวันใดวันหนึ่ง ผู้คนไปมาไม่ขาดสาย จำเป็นต้องเอาปัสสาวะสาดกุฏิบ้าง ทาหัวบ้างจนกระทั่งหัวเหลือง แล้วก็ยังไปพักผ่อนในป่าช้าผีดิบวัดสระเกศ

เมื่อครั้งนางนากพระโขนงตายอีกทั้งกลม ปีศาจของนางกำเริบ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เข้าใจ ท่านลงไปค้างที่วัดมหาบุศย์ ตกค่ำก็ไปนั่งหน้าปากหลุม เรียกนางนากขึ้นมาสนทนา เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นไปตามที่ทุกคนเล่าต่อกันมาเป็น พระพุฒาจารย์เจาะกระดูกหน้าผากนางนาก ขัดเกลาเป็นมัน นำมาวัดระฆัง ลงยันต์เป็นอักษรไว้ตลอด เจาะเป็นปั้นเหน่งคาดเอว ปีศาจในพระโขนงก็หายกำเริบ

ส่วนปั้นเหน่งนั้น เล่าต่อกันมาว่า สมเด็จฯ มอบให้หม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์

เรื่องราวกลุ่มนี้เป็นการอ้างอิงคำกล่าวจากเจ้านายหม่อมราชวงศ์วังหลัง ซึ่งยังไม่อาจจะพิสูจน์ความจริง ไม่บางทีอาจหาหลักฐานมายืนกระทั่งถึงได้ ยังมีวิภาควิจารณ์กันไปต่างๆนานา บางคนว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นพระผู้ใหญ่มาก การเกี่ยวข้องกับผีชาวบ้านอาจเป็นได้ยาก แล้วก็ท่านไม่น่ายุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์ขนาดเอาหน้าผากแม่นากมาคาดเอว

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากช่วงเวลาที่พระยาทิพโกษา นำเรื่องแม่นากมาเขียนก็ห่างไกลเรื่องมากแล้ว เขียนเมื่อ พ.ศ. 2473 แต่ว่าความเกี่ยวข้องระหว่างแม่นากกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ก็เป็นด้วยการบอกกล่าวประการนี้…

» Read more
ตำนานบึงกาฬ

ตำนานบึงกาฬ หนึ่งมนุษย์ หนึ่งพญานาค

ตำนานบึงกาฬ ตำนานสุดเศร้าหมองของคนกับพญานาค

ตำนานบึงกาฬ ยุคเก่า รอบๆที่เป็นตัวบ่อน้ำโขงหลงนั้นไม่ได้เป็นหลักน้ำ แต่เป็นหลักดินที่ตั้งเมือง ชื่อว่ารัตพานคร มีผู้ดูแลนคร คือพระอือลือราชา มีมเหสีชื่อนางแก้วกัลยา มีพระธิดาชื่อพระนางเขียวคำ (ถัดมาอภิเษกกับพระเจ้าสามพันตา) มีพระโอรสชื่อเจ้าชายฟ้าฮุ่ง ตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายฟ้าฮุ่ง เป็นผู้มีความฉลาดมาก มีควมรู้เยอะรวมทั้งมีรูปเป็นทรัพย์สิน ถัดมาเจ้าชายฟ้าฮุ่งได้อภิเษกสมรสกับ นาครินทรานี

ซึ่งเป็นพระธิดาของพระยานาคราชแห่งเมืองบาดาล ซึ่งเปลี่ยนร่างจำแลงกายเป็นมนุษย์ การจัดงานอภิเษกสมรสได้ทำกันใหญ่โตมโหฬารมากทั้งเมืองรัตพานครและก็เมืองบาดาล(๗วัน๗คืน) เพื่อสมกับการสมรสอันยิ่งใหญ่ในครั้งคราวนี้ รวมทั้งเพื่อเป็นการสร้างความความสัมพันธ์ระหว่างพระยานาคกับพระเจ้าอือลือ พระยานาคราชได้มอบเครื่องราชกุฎภัณฑ์ซึ่งเป็นของมีค่าประจำเชื้อสายให้กับพระเจ้าอือลือราชาในโอกาสนี้ด้วย พร้อมด้วยฝากฝังลูกสาวของตนเอง ให้เมืองรัตพานครดูแล โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า นางเป็นลูกของพญานาคที่เมืองบาดาลพระราชโอรสฟ้าฮุ่งกับเจ้าหญิงนาครินทรานี อยู่กินด้วยกันมา ๓ ปี ก็ไม่สามารถมีผู้สืบสายโลหิตได้(เพราะธาตุมนุษย์กับนาคถูกกันไม่ได้) ก็เลยทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจกับทั้งสองอย่างใหญ่โต ซึ่งต่อมาทำให้เจ้าฟ้าหญิงนาครินทรานีล้มป่วยลง ทำให้ร่างกายของนางเปลี่ยนไปร่างเป็นนาคตามเดิม ข่าวสารนี้แพร่สะพัดไปทั่วกรุงรัตพานคร

แม้ต่อมาพระนางจะร่ายมนต์กลับมาเป็นมนุษย์อีกรอบก็ตาม เมื่อทุกคนรู้ข้อเท็จจริงว่านาครินทรานีเป็นนาค ประชาชนชาวรัตพานครและก็พระผู้เป็นเจ้าอือลือราชาไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงได้แจ้งให้พระยานาคราชมารับลูกสาว พร้อมขับไล่นางนาครินทรานีกลับสู่เมืองบาดาล โดยไม่ใยดี แม้กระทั้งการจะไปส่งด้วยความมีน้ำใจก็ไม่มี ไม่เหมือนกับครั้งที่นางมาในพิธีการอภิเษกสมรส พระยานาคราชกริ้วโกรธกับความประพฤติของเมืองรัตพานครที่ได้กระทำต่อลูกสาวของตน แต่ด้วยความรักที่มีต่อพระธิดาของตน ก็เลยมารับพระธิดากลับโดยดี

เมื่อก่อนกลับสู่เมืองบาดาล พระพระยานาคราวชได้ขอเครื่องราชกุฎภัณฑ์ที่เป็นเครื่องเพชรพลอยขั้น รวมทั้งโภคทรัพย์ที่มอบให้พระธิดา เมื่อครั้งแต่งงานคืน แต่พระผู้เป็นเจ้าอือลือราชาไม่สามารถที่จะคืนได้ เพราะเหตุว่าได้นำไปเปลี่ยนสภาพเป็นอย่างอื่นแล้วพระยานาคราชกริ้วโกรธมาก เพราะธิดาของตนเองถูกขับไสไล่ส่ง ก็เจ็บใจมากพอแล้ว ทั้งยังขอรับเครื่องราชกุฎภัณฑ์ของตนกลับเมืองบาดาลไม่ได้ พระยานาคราชแห่งบาดาลก็เลยได้ประกาศว่าจะกลับมากับไพร่พลแห่งเมืองบาดาล เพื่อถล่มเมืองรัตพานครให้สิ้นสภาพความเป็นเมืองหลังจากพระยานาคราชกลับเมืองบาดาล

ตกในคืนวันเดียวกันนั้นไพร่พลแห่งพระยานาคราช ได้ยกมาถล่มเมืองรัตพานครจนถึงราบคาบเป็นหน้ากลอง ไม่มีใครรอดพ้นจากฤทธิ์ของนาคได้ จนกระทั่งพื้นดินที่เคยเป็นเมืองรัตพานครในอดีตกาล แปลงเป็นแผ่นน้ำอันเวิ้งว้าง รัตพานครล่มถล่มลง ผู้คนที่เมืองล้วนตายด้วยเหตุว่าความโมโหของพระยานาคราช ที่เกิดจากชาวรัตพานครกระต่อพระลูกสาวของตนเอง เนื่องจากนางนาครินทรานีไม่ทราบว่าพระพ่อจะมาถล่มเมืองรัตพานคร แต่พอเพียงทราบภายหลังก็ขึ้นมาตามหาเจ้าชายฟ้าฮุ่ง นางออกตามหาเจ้าชายฟ้าฮุ่งทั่วบ่อน้ำของหลง ถึงแม่น้ำสงครามแต่ก็ไม่เจอ จึงได้กลับเมืองบาดาล เมืองรัตพานครถูกกระหน่ำจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นบ่อน้ำของหลง และก็ได้กลายมาเป็น “บึงโขงหลง” ในปัจจุบันจากพื้นดินอันเป็นที่ตั้งของรัตพานคร กลายเป็นเวิ้งน้ำ แต่ในช่วงที่ไพร่พลพญานาคเข้าทำลายเมืองนั้นยังมีวัดที่ตั้งอยู่ในรัตพานคร ที่พระยานาคราชรวมทั้งไพร่พลไม่ทำลาย เหลือไว้เป็นที่สักการของผู้คนที่จะมาพบเห็นในกาลถัดไป ซึ่งในกาลต่อมาวัดพวกนั้นได้เสื่อมสภาพลง แปลงเป็นเกาะและป่าขนาดเล็กที่มิได้จม หรือถูกทำลายให้แปลงเป็นพื้นน้ำ วัดพวกนั้นก็เลยปรากฏเป็นชื่อดอน หรือเกาะต่างๆในบ่อน้ำโขงหลงในตอนนี้ดังนี้ วัดแก้วฟ้า หรือวัดดอนแก้ว ปรากฏเป็นดอนแก้วในตอนนี้ วัดโพธิ์สัตว์หรือวัดดอนโพธิ์ มาเป็นดอนโพธิ์ และก็วัดแดนสวรรค์ กลายเป็นดอนสรวงสวรรค์ ซึ่งตอนนี้ เป็นที่ทำงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง และก็สิ่งหนึ่งที่มีชื่อปรากฏตามตำนานในตอนนี้คือ เส้นทางที่พระธิดานาครินทรานีตามหาเจ้าชายฟ้าฮุ่งในเมืองรัตพานครไม่เจอ จึงออกตามหาต่อจากบึงโขงหลง ถัดไปยังน้ำการศึก ทางดังกล่าว กลายเป็นน้ำเมาที่เชื่อมต่อบึงโขงหลง รวมทั้งน้ำสงคราม ส่วนคำว่าน้ำเมา หรือห้วยน้ำเมานั้น เป็นเพราะเกิดขึ้นจากความลุ่มหลงในรักของพระธิดาของพระยานาคที่มีต่อเจ้าชายฟ้าฮุ่ง ซึ่งตกอยู่ในอาการที่เรียกว่ามัวเมาในความรัก ก็เลยเป็นเส้นทางแม่น้ำที่เรียกว่าน้ำเมาหมายเหตุ บ่อน้ำโขงหลงเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ กำเนิดตามธรรมชาติ มีพื้นที่ประมาณ ๑๑ ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันนี้พลเมืองรอบพื้นที่บึงโขงหลงได้ใช้แหล่งน้ำแห่งนี้ ประกอบอาชีพด้านประมง กสิกรรม เกษตรกรรม…

» Read more
1 2 3 5