ตำนานบึงกาฬ

ตำนานบึงกาฬ หนึ่งมนุษย์ หนึ่งพญานาค

ตำนานบึงกาฬ ตำนานสุดเศร้าหมองของคนกับพญานาค

ตำนานบึงกาฬ ยุคเก่า รอบๆที่เป็นตัวบ่อน้ำโขงหลงนั้นไม่ได้เป็นหลักน้ำ แต่เป็นหลักดินที่ตั้งเมือง ชื่อว่ารัตพานคร มีผู้ดูแลนคร คือพระอือลือราชา มีมเหสีชื่อนางแก้วกัลยา มีพระธิดาชื่อพระนางเขียวคำ (ถัดมาอภิเษกกับพระเจ้าสามพันตา) มีพระโอรสชื่อเจ้าชายฟ้าฮุ่ง ตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายฟ้าฮุ่ง เป็นผู้มีความฉลาดมาก มีควมรู้เยอะรวมทั้งมีรูปเป็นทรัพย์สิน ถัดมาเจ้าชายฟ้าฮุ่งได้อภิเษกสมรสกับ นาครินทรานี

ซึ่งเป็นพระธิดาของพระยานาคราชแห่งเมืองบาดาล ซึ่งเปลี่ยนร่างจำแลงกายเป็นมนุษย์ การจัดงานอภิเษกสมรสได้ทำกันใหญ่โตมโหฬารมากทั้งเมืองรัตพานครและก็เมืองบาดาล(๗วัน๗คืน) เพื่อสมกับการสมรสอันยิ่งใหญ่ในครั้งคราวนี้ รวมทั้งเพื่อเป็นการสร้างความความสัมพันธ์ระหว่างพระยานาคกับพระเจ้าอือลือ พระยานาคราชได้มอบเครื่องราชกุฎภัณฑ์ซึ่งเป็นของมีค่าประจำเชื้อสายให้กับพระเจ้าอือลือราชาในโอกาสนี้ด้วย พร้อมด้วยฝากฝังลูกสาวของตนเอง ให้เมืองรัตพานครดูแล โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า นางเป็นลูกของพญานาคที่เมืองบาดาลพระราชโอรสฟ้าฮุ่งกับเจ้าหญิงนาครินทรานี อยู่กินด้วยกันมา ๓ ปี ก็ไม่สามารถมีผู้สืบสายโลหิตได้(เพราะธาตุมนุษย์กับนาคถูกกันไม่ได้) ก็เลยทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจกับทั้งสองอย่างใหญ่โต ซึ่งต่อมาทำให้เจ้าฟ้าหญิงนาครินทรานีล้มป่วยลง ทำให้ร่างกายของนางเปลี่ยนไปร่างเป็นนาคตามเดิม ข่าวสารนี้แพร่สะพัดไปทั่วกรุงรัตพานคร

แม้ต่อมาพระนางจะร่ายมนต์กลับมาเป็นมนุษย์อีกรอบก็ตาม เมื่อทุกคนรู้ข้อเท็จจริงว่านาครินทรานีเป็นนาค ประชาชนชาวรัตพานครและก็พระผู้เป็นเจ้าอือลือราชาไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงได้แจ้งให้พระยานาคราชมารับลูกสาว พร้อมขับไล่นางนาครินทรานีกลับสู่เมืองบาดาล โดยไม่ใยดี แม้กระทั้งการจะไปส่งด้วยความมีน้ำใจก็ไม่มี ไม่เหมือนกับครั้งที่นางมาในพิธีการอภิเษกสมรส พระยานาคราชกริ้วโกรธกับความประพฤติของเมืองรัตพานครที่ได้กระทำต่อลูกสาวของตน แต่ด้วยความรักที่มีต่อพระธิดาของตน ก็เลยมารับพระธิดากลับโดยดี

เมื่อก่อนกลับสู่เมืองบาดาล พระพระยานาคราวชได้ขอเครื่องราชกุฎภัณฑ์ที่เป็นเครื่องเพชรพลอยขั้น รวมทั้งโภคทรัพย์ที่มอบให้พระธิดา เมื่อครั้งแต่งงานคืน แต่พระผู้เป็นเจ้าอือลือราชาไม่สามารถที่จะคืนได้ เพราะเหตุว่าได้นำไปเปลี่ยนสภาพเป็นอย่างอื่นแล้วพระยานาคราชกริ้วโกรธมาก เพราะธิดาของตนเองถูกขับไสไล่ส่ง ก็เจ็บใจมากพอแล้ว ทั้งยังขอรับเครื่องราชกุฎภัณฑ์ของตนกลับเมืองบาดาลไม่ได้ พระยานาคราชแห่งบาดาลก็เลยได้ประกาศว่าจะกลับมากับไพร่พลแห่งเมืองบาดาล เพื่อถล่มเมืองรัตพานครให้สิ้นสภาพความเป็นเมืองหลังจากพระยานาคราชกลับเมืองบาดาล

ตกในคืนวันเดียวกันนั้นไพร่พลแห่งพระยานาคราช ได้ยกมาถล่มเมืองรัตพานครจนถึงราบคาบเป็นหน้ากลอง ไม่มีใครรอดพ้นจากฤทธิ์ของนาคได้ จนกระทั่งพื้นดินที่เคยเป็นเมืองรัตพานครในอดีตกาล แปลงเป็นแผ่นน้ำอันเวิ้งว้าง รัตพานครล่มถล่มลง ผู้คนที่เมืองล้วนตายด้วยเหตุว่าความโมโหของพระยานาคราช ที่เกิดจากชาวรัตพานครกระต่อพระลูกสาวของตนเอง เนื่องจากนางนาครินทรานีไม่ทราบว่าพระพ่อจะมาถล่มเมืองรัตพานคร แต่พอเพียงทราบภายหลังก็ขึ้นมาตามหาเจ้าชายฟ้าฮุ่ง นางออกตามหาเจ้าชายฟ้าฮุ่งทั่วบ่อน้ำของหลง ถึงแม่น้ำสงครามแต่ก็ไม่เจอ จึงได้กลับเมืองบาดาล เมืองรัตพานครถูกกระหน่ำจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นบ่อน้ำของหลง และก็ได้กลายมาเป็น “บึงโขงหลง” ในปัจจุบันจากพื้นดินอันเป็นที่ตั้งของรัตพานคร กลายเป็นเวิ้งน้ำ แต่ในช่วงที่ไพร่พลพญานาคเข้าทำลายเมืองนั้นยังมีวัดที่ตั้งอยู่ในรัตพานคร ที่พระยานาคราชรวมทั้งไพร่พลไม่ทำลาย เหลือไว้เป็นที่สักการของผู้คนที่จะมาพบเห็นในกาลถัดไป ซึ่งในกาลต่อมาวัดพวกนั้นได้เสื่อมสภาพลง แปลงเป็นเกาะและป่าขนาดเล็กที่มิได้จม หรือถูกทำลายให้แปลงเป็นพื้นน้ำ วัดพวกนั้นก็เลยปรากฏเป็นชื่อดอน หรือเกาะต่างๆในบ่อน้ำโขงหลงในตอนนี้ดังนี้ วัดแก้วฟ้า หรือวัดดอนแก้ว ปรากฏเป็นดอนแก้วในตอนนี้ วัดโพธิ์สัตว์หรือวัดดอนโพธิ์ มาเป็นดอนโพธิ์ และก็วัดแดนสวรรค์ กลายเป็นดอนสรวงสวรรค์ ซึ่งตอนนี้ เป็นที่ทำงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง และก็สิ่งหนึ่งที่มีชื่อปรากฏตามตำนานในตอนนี้คือ เส้นทางที่พระธิดานาครินทรานีตามหาเจ้าชายฟ้าฮุ่งในเมืองรัตพานครไม่เจอ จึงออกตามหาต่อจากบึงโขงหลง ถัดไปยังน้ำการศึก ทางดังกล่าว กลายเป็นน้ำเมาที่เชื่อมต่อบึงโขงหลง รวมทั้งน้ำสงคราม ส่วนคำว่าน้ำเมา หรือห้วยน้ำเมานั้น เป็นเพราะเกิดขึ้นจากความลุ่มหลงในรักของพระธิดาของพระยานาคที่มีต่อเจ้าชายฟ้าฮุ่ง ซึ่งตกอยู่ในอาการที่เรียกว่ามัวเมาในความรัก ก็เลยเป็นเส้นทางแม่น้ำที่เรียกว่าน้ำเมาหมายเหตุ บ่อน้ำโขงหลงเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ กำเนิดตามธรรมชาติ มีพื้นที่ประมาณ ๑๑ ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันนี้พลเมืองรอบพื้นที่บึงโขงหลงได้ใช้แหล่งน้ำแห่งนี้ ประกอบอาชีพด้านประมง กสิกรรม เกษตรกรรม…

» Read more
พระแม่ธรณี

พระแม่ธรณี ตำนาน ผู้กำเนิดและคำชูมนุษย์

พระแม่ธรณี หรือ แม่ธรณี

พระแม่ธรณี เกี่ยวถึงเรื่องราวในศาสนาได้เช่นไร? รวมทั้งเพราะเหตุใดก็เลยมีอิทธิพลต่อความศรัทธาในวัฒนธรรมไทย?

ประเด็นนี้ อาจารย์ฤดีรัตน์ กายราศ จากสำนักวรรณกรรมรวมทั้งประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ได้ค้นคว้า และก็เรียบเรียง ไว้เป็นความรู้ที่น่าสนใจรวมทั้งเห็นภาพได้ชัดเจน ดังความส่วนหนึ่งว่า

ปรากฏการณ์ต่างๆทางธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์ที่บังเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่สมัยโบราณไม่สามารถทราบหรืออธิบายได้ด้วยสติปัญญารวมทั้งเหตุผล ก็เลยรู้เรื่องว่าเกิดจากฤทธิ์และอำนาจของผีสางเทวดาที่จะบันดลให้อีกทั้งคุณ และก็โทษ ประกอบกับธรรมชาติมนุษย์อยากได้สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เพื่อช่วยทำให้กำเนิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องรักษาปกป้อง ก็เลยกำเนิดคติความเชื่อว่า หากมีการบนบานเซ่นไหว้บูชาแล้ว ก็จะพ้นจากความทุกข์ยากลำบากเดือดร้อน

ด้วยความเลื่อมใสดังต่อไปนี้เมื่อปฏิบัติต่อเนื่องกันมาตรงเวลาเป็นเวลายาวนาน ก็ได้เข้าไปครอบงำอยู่ในความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของคนภายในชาติในสังคมอย่างไม่สามารถที่จะหลบหลีกได้ เปลี่ยนเป็นพื้นฐานที่วัฒนธรรมประเพณี กำเนิดเป็นระเบียบแบบแผน ต่างๆที่มนุษย์ในช่วงถัดมาได้ปรับแก้ให้ประณีตบรรจงงามขึ้น เพื่อสำเร็จผลที่ความเป็นมงคลสำหรับในการดำรงชีพ เทพดาในวัฒนธรรมไทยก็เป็นมรดกจากสภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติที่เกี่ยวเนื่องกับการดำรงชีวิต ตลอดจนการทำมาหากินของคนประเทศไทยรวมทั้งเป็นที่น่าสังเกตว่าเทวดาที่คอยเอื้อเฟื้อดูแลสุขทุกข์ของมนุษย์โลก ชอบเป็นเทวดา ผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่

พระธรณี ตามคติความเลื่อมใสของแขกฮินดูให้ความเคารพนับถือ เชื่อถือว่าแผ่นดินเป็นสิ่งส่งเสริมทุกสิ่งทั้งมวลในโลก เปรียบได้เสมือนดั่งคุณแม่ผู้ให้กำเนิดหล่อเลี้ยงโลกและก็แผ่นดิน ก็เลยได้รับเชิดชูว่าเป็นเทวดาจากธรรมชาติองค์หนึ่งเป็นเพศเมีย เรียกนามว่า ‘ธรณิธริตริ’ หมายความว่าผู้ค้ำจุนพระปฐวี แม้ว่าจะมิค่อยมีรูปเคารพนับถืออย่างล้นหลามตัวอย่างเช่นเทวดาองค์อื่น แม้กระนั้นก็มีผู้บริจาคความเคารพเป็นปริมาณไม่ใช่น้อย เพราะว่าถือกันว่าพระธรณีสถิตอยู่จากที่ต่างๆทุกแห่งทุกหน จะกระทำการบูชาด้วย ข้าว ผลไม้ และก็นมด้วยการวางเอาไว้ด้านบนหิน หรือพรมลงบนพื้นดิน บางพื้นที่ใช้สุราเป็นการบวงสรวงก็มี นอกเหนือจากนี้แขกฮินดูยังมีการขออภัยลาโทษเมื่อจะวางเท้าลงบนพื้นดินก่อนที่จะยืนขึ้นในตอนเวลาเช้า โคหรือควายที่มีลูกก่อนจะให้ลูกรับประทานนมหนแรก ผู้ครอบครองจะปล่อยน้ำนมของ แม่โคลงบนพื้นดินซะก่อนทุกหนไป ถ้าเกิดเป็นพวกชาวไร่ชาวนาก็จะขอให้พระธรณีช่วยปกป้องผืนทุ่งนาและก็วัวควาย ถึงแม้ใน พระเวทก็มีการอ้อนวอนต่อพระธรณีให้ช่วยคุ้มครองคุ้มครองป้องกัน วิญญาณของผู้ตาย รวมทั้งถัดมาได้เชื่อถือว่าเป็นเทวดาที่ไร่ ที่นาด้วย ในประเทศปัญจาบเช้าใจกันว่าพระปฐวีจะนอนตรงเวลาหนึ่งอาทิตย์ของทุกๆเดือน เกษตรกรจะหยุดไม่ทำงานในช่วงนี้

เทวดาที่แผ่นดินหรือพระธรณี ไม่ค่อยมีเรื่องมีราวราวประวัติความเป็นมาปรากฏจำนวนมากตัวอย่างเช่นเทวดาองค์อื่น หรือมีก็งงมาก อย่างเช่น บางพื้นที่ว่าพระแผ่นดินมีโอรสกับพระนารายณ์ องค์หนึ่งเป็นพระวันอังคาร บางพื้นที่ว่าพระวันอังคารเป็นลูกชายของ พระศิวะกับพระธรณี หรือในคติพราหมณ์เจอเพียงว่าเป็น มเหสีของพระธุรวะหรือดาวเหนือ

คติความเชื่อถือเรื่องพระธรณีได้เผยแพร่มาสู่ไทย ก็เพราะเหตุว่าอิทธิพลหนังสือพุทธศาสนาเป็นส่วนมาก นอกนั้นในพิธีบูชาต่างๆเช่น พิธีกรรมก่อนไปจับช้างก็มีการกล่าว บูชาพระธรณีด้วยเหมือนกัน แต่ว่าความเชื่อใจเกี่ยวกับพระธรณีใน ไทยก็ไม่ได้เป็นที่แพร่หลายนัก รวมทั้งมีความเชื่อเหมือนกับทางประเทศอินเดียว่าเป็นเพศหญิง นามพระธรณี มีปรากฏในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เป็นต้นว่า หนังสือเทศนามหาชาติคัมภีร์ปฐมสมโพธิคำอธิบาย ลิลิตตะเลงปราชัย ฯลฯ มีนามเรียกแตก แตกต่างไปตัวอย่างเช่น นางพระแผ่นดิน พระแม่วสุนธราพสุธา แปลในความหมายเดียวกันว่า ผู้คงไว้ซึ่งสินทรัพย์ เป็นแผ่นดินนั่นเอง สำหรับคนไทยทั่วๆไปจะเรียกกันเคยปาก ว่า แม่พระปฐวีบ้าง พระแม่ธรณีบ้าง ตามแฟชั่น

จากเรื่องราวของพระธรณี ทำให้เห็นว่าเป็นเทวดาที่ รักสงบอยู่เฉยๆก็เลยไม่ต้องการมีเรื่องมีราวราวอะไรบ้างในโลก เฝ้าแม้กระนั้น เลี้ยงโลกคล้ายกับแม่เลี้ยงลูก รอรับทราบการทําบุญสุนทานของ มนุษย์โลก ด้วยการใช้มวยผมรองรับน้ำจากผู้กระทำรวดน้ำ เหมือนกับเป็นอรูปกะ เป็นไม่มีตัวตน แต่ว่าเมื่อมีเรื่อง สำคัญเกิดขึ้นหรือมีผู้ขอร้องก็เลยจะปรากฏรูปขึ้นมาสักหนึ่งครั้งหนึ่ง

พระธรณีเป็นเทพเพศหญิงที่มีสรีระรูปร่างใหญ่ถ้าเกิดแม้กระนั้นงอนงาม สวยสดงดงาม พระผิวสีดำ หน้ารูปไข่ มวยพระเกศยาวสลวยสีเขียวชอุ่มราวกับกรุ๊ปก้อนเมฆ พระเนตรสีเสมือนดอกบัวสายเป็นสีน้ำเงิน พระชงฆ์เรียว พระพาหาดุจ งวงไอยรา นิ้วพระมือเรียวเสมือนลำเทียน มีใจเยือก เย็นไม่หวั่นไหว ใบหน้ายิ้มละไมอยู่เป็นประจำ ภาพลายเส้นรูปนางพระธรณีที่ถือกันว่างดงามเป็นพิเศษ เป็นภาพที่ฝาผนังบ้านข้างหน้าพระประธานในโบสถ์วัดดูภูเขาเวก จังหวัดนนทบุรี ส่วนภาพปั้นหล่อนางพระธรณีในศิลป์ไทยที่มีปรากฏอยู่จะทำเป็นรูปหญิงสาว มีรูปร่างเจ้าเนื้อใหญ่ กำยำล่ำสันอย่างได้สัดส่วน มีความสวยสดงดงามราวกับนางฟ้า นั่งในท่ายอตัว แต่ว่าชูหัวเข่าขวาขึ้นสูงขึ้นยิ่งกว่าหัวเข่าซ้าย บางพื้นที่สร้างให้อยู่ในท่ายืน แต่ว่าที่เช่นเดียวกันก็คือมวยผมปลดปล่อยยาว มือขวาชูผ่านหัวไปจับไว้ที่วัวนมวยผม ส่วนมือซ้ายจับมวยผมแสดงท่ากำลังบิดให้สายน้ำไหลออกมาจากมวยผมนั้น ส่วนเครื่อง ทรงไม่มีแบบแผนที่แน่ๆคงที่ ตามแต่จินตนาการของ ผู้ผลิต บางพื้นที่สวมพัสยี่ห้อภรณ์เฉพาะตอนล่าง แม้กระนั้นบางที่อีกทั้งนุ่งผ้าจีบรวมทั้งคลุมสไบอย่างงดงาม ตกแต่งเครื่องถนิมพิมพาภรณ์มีกรอบหน้ารวมทั้งจอนหู ฯลฯ…

ส่วนลักษณะตามความเลื่อมใสทางศาสนาพุทธ จากตำนานเกี่ยวกับเทพดา มาร พระพรหม รวมทั้งจากพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เรื่องคัมภีร์ปฐมสมโพธิคำอธิบาย ตอนมารชิแลกเปลี่ยน ได้เอ๋ยถึงพระแม่ ปฐวีที่ปรากฏขึ้นมาในตอนที่สำคัญที่สุดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น ก่อนจะมีการรู้แจ้ง ได้เป็นผู้เห็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับเพื่อการปราบมารทั้งหลายแหล่ทั้งสิ้น ดังความละเอียดต่อแต่นี้ไป

“แต่ว่าในชาติอาตมะเป็นพระยาพระเวสสันดรชาติเดียวนั้น ก็ได้บำเพ็ญกุศลบารมีถึงบริจาคนางมัทรีเป็นอวสาน พื้นพสุธาก็กัมปนาการถึง 7 ครั้ง แลกาลบัดนี้ อาตมะนั่งเหนือ อปราชิตบัลลังก์อาสนะ กลุ่มมารอริราชมาห้อมล้อมการทำสงคราม เป็นไฉนแผ่นผืนแผ่นดินห้วยก็เลยอาการสงบอยู่ฉะนี้ แลพระยามาร อ้างบริษัทที่ตนให้เป็นกฎพยานตอบคำปด แลพื้นปฐพีอันไม่มีเจตนาได้สดับคำอาตมะในคราวนี้ควรรับเป็นพยานที่เรา แล้วเหยียดหยามพระมือเบื้องขวาอันประดับโดยการใช้จักรลักษณะอันสวยดุจงวงไอยรารุ่งโรจน์ด้วยพระนขามีพรรณอันแดงดุจแก้วประพาฬออกมาจากห้องที่ผ้าจีวร ครุวนาดุจวิชุลดาในอัมพรอันออกมาจากระหว่างห้องที่รัตวลาหก ชูพระดรรชนีเฉพาะเจาะจงพื้นมหินทรา ก็เลยออกพระถ้อยคำ ประกาศแก่นางพระธรณีว่า ดูซิผู้หญิงดลผู้หญิง ตั้งแต่อาตมะบำเพ็ญพระเจ้าอาวาสบารมีมาตราบเท่าถึงอัตภาพเป็นพระเวสสันดรราช ได้เสียสละลูกทานบริจาคแลสัตตสดกมหาทาน สมณะพราหมณาจารย์ผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งจะปฏิบัติเป็นประจักษ์พยาน-ผู้เห็นเหตุการณ์ในที่นี้ก็ไม่ได้ มีแม้กระนั้นพสุนห้วยผู้หญิงนี้แลรู้เหตุการณ์เป็นผู้เห็นเหตุการณ์อันใหญ่ยิ่ง เป็นไฉนท่านก็เลยนิ่งไม่ได้เป็นผู้เห็นเหตุการณ์อาตมภาพในกาล ขณะนี้

เวลานี้ นางพสุนธรีหญิงก็ไม่บางทีอาจดำรงกายาอยู่ได้ ด้วยโพธิสมภารานุภาพยิ่งใหญ่ที่พระมหาสัตว์ ก็เกิดบันดลเป็นรูปสตรี ผุดขึ้นจากพื้นปฐพียืนติดตั้งเฉพาะพระพุทธังกุรราช ราวกับดุจร้องประกาศกล่าว พระขอความกรุณาว่า เราแต่ว่าพระมหาบุรุษราช เราพระบาทรู้ซึ่งเจ้าอาวาสบารมีที่ท่านสั่งสมอบรมบำเพ็ญมา แม้กระนั้นน้ำทักขิโณทกตกลงเปียกแฉะอยู่ในเส้นผมข้าพระพุทธเจ้านี้ ก็มากยิ่งกว่ามากมายราวไม่ได้ เราท่านจะบิดกระแสใสสินโธทกให้ตกไหลลง ต้องเห็นประจักษ์แก่นัยทุ่งนาในครั้งนี้ แลนางพระธรณีก็บิดน้ำในเมาลีที่ตน อันว่ากระแสชลก็หลั่งไหลออกมาจากเกศาเมาลีที่นางพสุนธรี เป็นท่อห้วยมหามหาสมุทร ท่วมท่วมไปในประเทศที่ทั้งสิ้นดุจดังห้องมหาสาครสมุทร พระเจ้ารักขิตาจารย์ก็เลยกล่าวสารพระคาถาอาคมคำอธิบายความก็เสมือนนัยกล่าวสุดแท้แต่ข้างหลัง

ตอนนั้น กลุ่มมารเสนาทั้งหลายแหล่ไม่บางทีอาจดำรงกายอยู่ได้ ก็ลอยไปตามสายน้ำปลาตนาการไปสิ้น ส่วนคิรีเมขลคชินทรที่นั่งทรงองค์พระยาวัสวดีก็มีบาทาอันพลาดไม่บางทีอาจ ตั้งกายตรงอยู่ได้ ก็ลอยตามชลธารไปถึงถึงมหาสาคร อันว่าระเบียบปฏิบัติที่ฉัตรเครื่องหมายจามรทั้งหลายแหล่ ก็ทักทบท่าวทำลาย ล้มลงเรี่ยราดแล้วก็พระยามาราธิราชได้การเห็นมองเห็นน่าพิศวง ด้วยเหตุนี้ ก็บันดลจิตพิศวงสะทกสะท้านขามพระเดชพระคุณมหาศาล พระคันถรจนาจารย์ก็เลยกล่าวพระคาถาอาคมยกย่องคุณานุภาพพระโพธิสัตว์คำอธิบายความก็ซ้ำครั้งหลัง

ตอนนั้นมหาแผ่นดินก็ปั่นป่วนปานดุจดั่งว่าจักรที่นายช่างหม้อเลื่องลือคำศัพท์นฤท้องนาทหวาดไหวสั่นสะเทือนสะท้าน เบื้องบนอากาศก็นฤโฆษนาการ เสียงว่านมหาเมฆกึกก้องปิ่มปานจะทำลายภูเขาทั้งหลายแหล่ มีสัตตภัณฑ์บรรพต ฯลฯ ก็ วิจลจลาการขานตอบทรัพย์สินสำเนียงกระหึ่มทั่วอีกทั้งท้องจักรวาล ก็บันดลจลาจลทั่วสกลดังสะท้าน ปานดุจเสียงดงไผ่อันไหม้ด้วยเปลวไฟ อีกทั้งเทวทุนทุภีกลองสรวงสวรรค์ก็กึกก้องลั่นไปเอง เสียงครืนเครงดุจวีหิลาชอันสาดทิ้ง ถูกกระเบื้องอันเรืองโรจน์ร้อนในกองไฟ การอสนีบาตก็ประหารลงเปรี้ยงๆเพียงแต่พื้นแผ่นธรณีจะพังทลายภาคดังห่าฝน ถ่านไฟ ตกจำเป็นต้องพสุธาดลสูงศักดิ์แสงไฟ กลุ่มมารทั้งหลายแหล่ต่างๆหวาดสะทกสะท้าน กลัวพระเดชานุภาพแพ้ปราชัย แตกกระจายหนีไปในทิศานุทิศทั้งสิ้นไม่ได้เศษ

แลพระยามาราธิราชก็กลัวพระเดโชบารมี ไม่มีที่พึ่งพิงที่พำนักพักพิงแอบซ่อน เร้นให้ปลอดภัยหทัย ท้อสลดเสียใจสมเพช ก็เลยออกพระปากเทิดทูนพระเดชพระคุณพระมหาบุรุษราชว่า ดังอาตมภาพจินตนาการอันว่าผลทานศีลสรรพบารมีที่พระสิทธัตถกุมารนี้ ปรากฏบางทีอาจให้เกิดขึ้นมหิทธฤทธิ์เสร็จธุระความใฝ่ฝันมุ่งมาดปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่าง มีพระใจสดใสร่าเริงแผ่ไปด้วยประสาทชื่นชมโสมนัส ก็เลยทิ้งเสียซึ่งสรรพาวุธ พนมมือทั้งยัง 2,000 การไหว้กรนมัสการ ก็กล่าวสารพระมนต์ว่า นโม เต ปุริสาชญญ เป็นต้น คำอธิบายความว่า เราแต่ว่าท่านผู้ปุริสาชาไนยชาติเป็นอุดมผู้ชายราชในโลกนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบการเคารพชุลีและทวารทั้งยัง 3 เป็นกาย คำพูด จิต ด่าว่าประณตในบทอุบลยุคลบาท บุคคลคนไหนในมนุษย์ โลกธาตุกับอีกทั้งที่ประทับ ที่จะปูนเทียบเป็นเยี่ยมเสมอท่านอาจเทียมเทียบเคียงนั้นไม่ได้มี ท่านได้บอกเป็นพระศรีสรรเพชญ์เสร็จแจ้งจตุราริยสัจจ์ศาสตราจารย์มีพระเดโชครอบครองชำนะกลุ่มมาร เป็นปิ่นปักผมนักปราชญ์เฉลี่ยวฉลาดในอนุสัยที่สรรพสัตวโลกจะผ่านขนนิกรเวไนย์ให้พ้นจตุรโอฆทุรกันดารบรรลุฝั่งฟากอมฤตมหานิพพานอันเกษมสุขไม่มีสังสารทุกข์ในคราวนี้ แลพระยาวัสวดีมารโถมนาการบุญคุณณพระมหาบุรุษราชด้วยจิตประสาทเลื่อมใส ผลบุญกุศลนั้นจะตกแต่งให้ได้บอกแก่พระเฉพาะตนโพธิญาณในอนาคตกาลวันข้างหน้า เมื่อพระยามารกล่าวสัมภาวนาเรื่องเทิดทูนคุณพระพุทธเจ้า รวมทั้งนิวัตตนาการสู่สกลฐานเทวโลก”

ก็เลยสรุปเชื่ออีกทั้ง 2 ลักษณะหมายถึงพระแม่ธรณีเป็นอรูปกะเป็นไม่มีรูปกาย เหมือนกันกับพระแม่คงคา ซึ่งแขกฮินดูจะทำสักการะบูชาได้ทุกสถานที่ เมื่ออยากได้ความช่วยเหลือเกื้อกูลก็อ้างเรียกได้ตลอดเวลา ส่วนความเชื่อถืออีกลักษณะหนึ่งพื้นที่พุทธได้เชื่อตามพุทธประวัติ ที่พระแม่ธรณีได้มีบุญคุณต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะมีการรู้แจ้งดังได้กล่าว มาแล้วนั้น พระแม่ธรณีมีรูปกายผุดขึ้นมาจากพื้นแผ่นดิน เป็นองค์ที่มีภาพเป็นนิมิตรเป็นรูปสตรีพื้นที่พุทธได้ระบุนามของพระแม่ธรณีหมายถึง‘นางพสุนธรี’

ซึ่งเป็นองค์ตามรูปแบบของรูปร่างตามพระแม่ธรณีบีบมวยผม จะติดตั้งอยู่ใต้แท่นฐานพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ‘ปางปราบมาร’ รวมทั้งเมื่อกำเนิดมหาปถพีปั่นป่วน ด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่ธรณีบีบมวยผม น้ำมามากมายกลุ่มมาร มีทั้งยังฝนตกและก็อุทกภัย แล้วก็ ‘ปางนาคปรก’ หรือเรียกว่า ‘พระอนันตคุ้นชินราช’ ซึ่งมีพญานาคได้มาแผ่ปกบังฝนรวมทั้งงอตัวชูยกบัลลังก์ขึ้นสูงจากน้ำที่มากมายขึ้นมาอย่างกระทันหัน ก็เลยมีรูปภาพที่ตามฝาผนังอุโบสถวัดต่างๆตรงกันข้ามกับพระประธาน พระแม่ธรณี ก็เลยเป็นเทวดาผูที่ให้ความช่วยเหลือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การบูชาก็เลยมองได้จากภาพ พระแม่ธรณีที่ทูนบัลลังก์พระพุทธเจ้าสูงเหนือเศียร ฯลฯ

การสักการบูชาพระแม่ธรณีเมื่อศึกษาเล่าเรียนจากบทสวดมนตร์ทางศาสนาพุทธ ก็เลยเป็นบทที่เกี่ยวกับการ ‘ให้’ เป็นหลักใหญ่ จนถึง มีผู้เรียบเรียงไว้สำหรับผู้พอใจได้ใช้บูชาคู่กับพระพุทธคุณ ซึ่งนิยมใช้บทสวดมนตร์ ‘พาหาง พุทธคุณคุ้มครองโลก’…

» Read more
มาชูปิกชู

ตำนานของ มาชูปิกชู สถานที่เก่าของเผ่าอินคา

มาชูปิกชู ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองกุสโกในเปรู

มาชูปิกชู ในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุด จักรวรรดิอินคาแผ่แสนยานุภาพกว้างใหญ่ไพศาลเป็นระยะทาง 4,023 กม.ตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของอเมริกาใต้ จากดินแดนที่ในตอนนี้เป็นประเทศเอกวาดอร์เรื่อยลงไปถึงชิลี ความยาวไกลอันไพศาลนี้เทียบเคียงได้กับความกว้างของดินแดนพื้นแผ่นดินทวีปของสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ

มาชูปิกชูตั้งอยู่ในใจกลางของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ รวมทั้งเป็นหนึ่งในมรดกอารยธรรมอินคาเพียงไม่กี่แห่งที่อยู่ในภาวะสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง

มาชูปิกชูผลิตขึ้นราวกลางศตวรรษที่ 15 เป็นประจักษ์พยานของความคิดทางวิศวกรรมของชาวอินคา พวกเขาสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆของมาชูปิกชู ตั้งแต่ ปราสาทราชวัง ป้อมปราการ ลานสี่เหลี่ยมจัตุรัส เรื่อยไปจนกระทั่งโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆจากหิน โดยไม่มีเครื่องทุ่นแรงอย่าง ล้อเลื่อน รวมทั้งเครื่องมือที่ทำมาจากเหล็กหรือเหล็กกล้า

จุดเด่นอย่างหนึ่งของการก่อสร้างแบบอินคา เป็นการไม่พึ่งพาปูนซึ่งมักใช้เป็นตัวยึดหินเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ดี หินทุกก้อนที่มาชูปิกชูได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตรวมทั้งแม่นยำจนกระทั่งเรียงซ้อนกันได้อย่างสนิท

ความที่ตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนสองแนว มาชูปิกชูก็เลยมักเสี่ยงภัยจากแผ่นดินไหว แต่เนื่องจากหินได้รับการตัดแต่งอย่างเที่ยงตรงกระทั่งน่าทึ่ง เมื่อกำเนิดแรงสั่นก็เลยดูราวกับสามารถกระโจนหรือเต้นรำได้ รวมทั้งกลับเข้าที่ได้อย่างเร็วรวมทั้งง่ายอย่างยิ่ง อัศจรรย์ทางวิศวกรรมนี้ช่วยรักษาภาวะของมายกปิกยกได้ดีอย่างน่าทึ่งมากว่า 500 ปี

ปริศนาข้อใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งของมาชูปิกชูเป็น สร้างขึ้นเพื่ออะไร?

ข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดีมีตั้งแต่ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ที่มั่นทางทหาร ไปจนกระทั่งสถานที่พักผ่อนของชนชั้นสูง

ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แล้วก็แผนผังของมาชูปิกชูอาจมีสำคัญในอีกแง่หนึ่ง ภูมิทัศน์ทางธรรมชาติและก็โครงสร้างที่มนุษย์ผลิตขึ้นหลายอย่างดูจะสอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

แต่พอถึงศตวรรษที่ 16 หรือภายหลังจากสร้างได้เพียงร้อยปี มาชูปิกชูกลับถูกทิ้งร้าง แล้วก็เนื่องจากอารยธรรมอินค้างไม่มีภาษาเขียน พวกเราก็เลยไม่มีหลักฐานใดหลงเหลือที่อธิบายถึงวัตถุประสงค์การก่อสร้าง

แม้ชุมชนในท้องถิ่นจะทราบถึงการมีอยู่ของมาชูปิกชูมานานแล้ว แต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของโลกด้านนอกมาหลายร้อยปี แม้กระทั้งชาวประเทศสเปนผู้ชิตอินคาก็ไม่เคยค้นพบมาชูปิกชู

จนถึงเวลาล่วงเลยมาถึงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อเกษตรกรในพื้นที่คนหนึ่งนำศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเยล ชื่อ ไฮแรม บิงแกม ไปยังมาชูปิกชู เรื่องราวของสถาปัตยกรรมอันน่าอัศจรรย์นี้ก็เลยเผยต่อสายตาชาวโลก พอถึงปี 1983 ยูเนสโกก็ประกาศจดทะเบียนมาชูปิกชูเป็นมรดกโลก

เวลานี้ ผู้คนนับล้านจากทั้งโลกดั้นด้นมาเยือนมาชูปิกชู แปลกทางวิศวกรรมอันยืนยงของจักรวรรดิที่ลือชื่อยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของทวีปอเมริกาใต้…

» Read more
เสาตกน้ำมัน

สุดหลอนกับเรื่องราว เสาตกน้ำมัน บ้านไม้สัก

เสาตกน้ำมัน บ้านไม้สักที่สุพรรณ

เสาตกน้ำมัน สาวใหญ่เจ้าของบ้านฝันเห็นหญิงสาวห่มสไบ มาบอกชื่อแม่นางไม้สุดสวย ให้ตั้งหิ้งบูชาผูกผ้าสามสี หลังจากนั้นถูกหวย 3 งวดติด ปัจจุบันงวดที่ 4 เล็งซื้ออายุบ้านที่สร้างมานาน 190 ปี

วันที่ 29 เดือนกันยายน นักข่าว จ.สุพรรณบุรี ไปตรวจสอบที่บ้านทองคำประดิษฐ์ เลขที่ 150 หมู่ 2 ตำบลบางเลน อำเภอสองลูกพี่ลูกน้อง จ.สุพรรณบุรี ข้างหลังทราบว่ามีประชาชนพากันไปขอโชคลาภที่บ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นไม้สักโบราณ อายุ 190 ปี

ในบ้านมีเสาไม้สักตกน้ำมัน ให้โชคเจ้าของบ้านถูกหวยมา 3 งวดแล้ว จนกระทั่งประชาชนละแวกใกล้เคียงและก็ในตำบลที่อยู่ติดกัน แห่มาขอโชคกันตลอดเวลา

ทราบชื่อเจ้าของบ้านเป็นนางวิภาควิจารณ์ เข็มทอง อายุ 53 ปี เล่าให้ผู้รายงานข่าวฟังว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่าโบราณ สร้างตั้งแต่โดยประมาณปี พ.ศ.2369 ทำด้วยไม้สักอีกทั้งหลัง ตั้งแต่รุ่นปู่ทวดของตนเองได้ปลูกบ้านเพื่อเป็นเรือนหอ และก็สืบทอดกันมาถึง 4 ชั่วลูกชั่วหลาน เกือบอายุ 190 ปี

ส่วนเสาต้นที่ตกมันนี้เป็นเสาเอกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้าน ก่อนที่จะตนจะถูกหวย นอนตอนกลางคืนได้ฝันว่ามีแม่นางไม้เป็นร่างผู้หญิงห่มสไบสีทอง กล่าวว่าชื่อ “แม่นางไม้สุดสวย” มาเข้าฝันให้ตนตั้งหิ้งบูชาแล้วก็ให้นำผ้าสามสีมาผูกเสา แล้วจะให้ลาภให้โชคจะทำให้ตนร่ำรวยทรัพย์สิน พอเพียงรุ่งเช้า ตนรีบไปตลาดจับจ่ายซื้อของแล้วทำตามที่เธอไม้สุดสวยบอกในฝัน จนถึงเพียงพอหวยใกล้ออก ตนไปซื้อหวย รวมทั้งถูกหวย 3 งวดต่อเนื่องกันแล้ว

“งวดวันที่ 16 เดือนกันยายน ที่ผ่านมาได้ซื้อเลขที่บ้านเป็น50 ก็ถูกอีก ได้เงินหลายหมื่น ทำให้คอหวยและก็เพื่อนบ้านที่รู้ข่าวสารต่างแห่มาดูและขอโชคกัน ส่วนงวดนี้เลขที่จะนำไปแทง จะนำอายุของเสาตกน้ำมัน คือ 190 ปี เป็นเลข 190 กับ 90 ไปซื้อในงวดวันที่ 1 เดือนตุลาคมนี้ มั่นใจว่าจำเป็นจะต้องโชคดีอีกแน่นอน” นางวิจารณ์ เจ้าของบ้านไม้สัก เสาตกน้ำมัน กล่าวอย่างมั่นใจ…

» Read more
เมืองลับแล

เปิดตำนาน เมืองลับแล ที่คุณอาจไม่รู้

เมืองลับแล ตำนานที่เล่ากันมาตั้งแต่โบราณ

เมืองลับแล ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโตมาในจังหวัดอุตรดิตถ์ จะได้ยินคำเล่าขานเกี่ยวกับเมืองลับแลมาตลอด ถึงแม้ว่าตัวผู้เขียนเองจะไม่ใช่คนภายในพื้นที่เมืองลับแลโดยตรง แต่หากต้องการจะให้กล่าวถึงรายละเอียดแล้วนั้นทุกคนในจังหวัดย่อมรู้ๆกันอยู่ เนื่องจากเมืองลับแลเป็นทั้งเมืองที่มีตำนานรวมทั้งตอนนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์

เมืองลับแลนี้ มีชื่อเสียงแดนลับแลด้วยเหตุว่าเป็นอำเภอเล็กๆในจังหวัดอุตรดิตถ์ การที่จะเดินทางไปมาไม่สะดวก มีทางที่เลี้ยวไปเลี้ยวมา ทำให้ผู้ที่ไม่ชำนาญทางพลัดหลงได้ง่าย จนได้ชื่อว่าเมืองลับแล ซึ่งแปลว่า ไม่เห็น แต่ในอีกการกล่าวขานหนึ่งก็คือ ในสมัยก่อนนั้น มีพื้นที่เป็นชายป่าซับซ้อน

มีบรรยากาศใจเย็นหากแม้ยามเวลาค่ำพระอาทิตย์จะยังไม่ตกดินก็จะมืดแล้ว เนื่องจากมีดอยม่อนฤษีเป็นฉากกันแดด ป่านี้ก็เลยขึ้นชื่อว่า “ป่าลับแลง” แลง ที่หมายความว่า ช่วงเวลาเย็น ถัดมาเรียกเพี้ยนไปเป็น “เมืองลับแล” ซึ่งก็เปลี่ยนมาเป็นชื่ออำเภอเมืองลับแลในปัจจุบันนี้…

» Read more
แหวนพิรอด

แหวนพิรอด ประวัติความเป็นมา

แหวนพิรอด เป็นแหวนเครื่องรางสมัยโบราณ

แหวนพิรอด เป็นเครื่องรางของขลังโบราณอีกประเภทหนึ่งที่กำลังจะหายไป ตอนนี้หายาก อาจารย์ที่จัดสร้างก็หายากเหมือนกัน
ตามตำราไสยศาสตร์โบราณ ได้บรรยายไว้ว่า แหวนพิรอดมีด้วยกัน 2 ประเภท เป็น
1.ประเภทเล็กที่ใช้สวมนิ้ว
2.จำพวกใหญ่ที่ใช้สวมแขน ที่เรียกกันว่า “สนับแขนพิรอด” สนับแขนพิรอดเดิมได้ใช้เป็นอาวุธของนักมวยในอดีตกาล เจอในขณะที่ทำมาจากโลหะ และ
ทำมาจากด้ายดิบถ้าหากลงรักจะแข็งรวมทั้งคม เมื่อโดนกับผิวหนังนักมวยคู่อริทำให้เจ็บและไม่ต้องการเข้าต่อสู้ด้วยการกอดปล้ำ
ในสมันรัชกาลที่ 5 ทรงพระราชนิพนธ์บันทึกถึงพระอาจารย์ที่สร้างแหวนพิรอดที่มีชื่อมากไว้ 2 ท่านเป็นเจ้าอธิการโชคดี วัดเขาดิน
รวมทั้งหลวงพ่อม่วง วัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดอยุธยา
อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเพื่อการทำแหวนเมื่อสมัยเก่านั้นมี 2 ประเภทเป็นกระดาษว่าว แล้วก็ เชือก เอามาทำการลงยันต์ ในกระดาษยันต์นี้มีรูปพระภควัม
หรือเลขยันต์ตามแต่พระอาจารย์แต่ละสายจะกำหนดขึ้น รวมทั้งก็เลยถักด้วยเงื่อนพิรอดเสร็จแล้วจะนำไปลงรัก เพื่อป้องกันความชื้น
พิรอด มาจากภาษาสันสกฤตว่า วิรุทธ หรือ พิรุทธ แสดงว่า อันขัดกันอยู่ อันได้รับการต่อต้านหรือขัดขวาง อันตรงกันข้าม
เงื่อนพิรอดนั้นจัดเป็นเงื่อนสำคัญที่ใช้เพื่อสำหรับในการต่อเชือกหรือการผูกโยงเพื่อความยั่งยืนมั่นคง เพราะว่าเงื่อนชนิดนี้ยิ่งดึงยิ่งแน่น เป็นเงื่อนที่ใช้กันมาแต่โบราณนานมาแล้ว…

» Read more
ท้าวหิรัญพนาสูร

ท้าวหิรัญพนาสูร ตำนานที่เล่ากันมาอย่างยางนาน

ท้าวหิรัญพนาสูร หรือ ท้าวหิรัญฮู

ท้าวหิรัญพนาสูร เป็นเทพที่ตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิ (ประพฤติในทางที่ดีงาม) รอติดตามป้องกันภัยอันตรายไม่ให้มากล้ำกรายรัชกาลที่ 6 และก็ข้าราชบริพารที่ดูแล มีผู้เคยเห็นร่างท่านเป็นยักษ์ดุร้ายน่าเกรงขาม แต่ว่าในยามปกติเล่ากันว่า ท่านท้าวหิรัญฮู นั้นเป็นเทพที่มีรูปงามเลยทีเดียว รัชกาลที่ 6

เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ทรงสื่อกับบรรดา “โอปปาติกะ” หรือ “วิญญาณ” ได้บ่อยครั้ง ซึ่งคนเขียนเคยเอามาเล่าให้ฟังแล้วว่าครั้งหนึ่ง ท่านท่านชมมองเห็นผู้ที่ตายแล้วมาหา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมาก็เลยดูคล้ายกับว่าพระองค์ทรงมี “สัมผัสที่ 6” ในทางเร้นลับไม่น้อย

ในเรื่องของ “ท้าวหิรัญพนาสูร” เทพผู้อารักขารัชกาลที่ 6 เกิดเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในยุค ร.ศ. 126 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองลพบุรี เมื่อครั้งที่ยังไม่ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ ในคืนวันเสด็จประพาสคืนวันหนึ่ง มีผู้ตามเสด็จท่านหนึ่งได้มีนิมิตฝันประหลาดเห็นชายหุ่นล่ำสันใหญ่โตมาหา บอกว่าชื่อ “หิรัญ” เป็นยักษ์คนป่า ที่มานี่จะมาบอกว่า ต่อแต่ว่านี้เขาจะรอตามเสด็จล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ไม่ว่าจะประทับอยู่ที่ไหน เขาจะรอดูแลแล้วก็ระวังภัยไม่ให้เกิดขึ้นกับท่านท่านได้ เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงทราบเหตุการณ์ในฝันก็เลยทรงมีพระราชดำรัสให้จุดธูปเทียน เตรียมพร้อมอาหารเซ่นสังเวย “ท้าวหิรัญฮู” ในป่าเมืองจังหวัดลพบุรีนั้นในทันที แล้วก็ทุกคราวไม่ว่าจะเสด็จฯ ไปแห่งใด ในช่วงเวลาค่ำถึงยามรับประทาน ท่านจะมีพระราชดำรัสให้จัดอาหารเซ่นสังเวย “ท้าวหิรัญฮู” ทุกครั้งไป

รวมทั้งเมื่อรัชกาลที่ 6 เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ก็ยังทรงระลึกถึง “ท้าวหิรัญฮู” อยู่เป็นประจำ ก็เลยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงมาหล่อรูปท้าวหิรัญฮูด้วยทองบรอนซ์ แล้วต่อจากนั้นก็โปรดเกล้าฯ ให้บริวารจัดเครื่องสังเวยบวงสรวง และก็เชื้อเชิญ “ท้าวหิรัญองค์การอนามัยโลก” เข้าสถิตในรูปหล่อนั้น พระราชนามให้ว่า “ท้าวหิรัญป่าสูร” แต่งองค์ทรงเครื่องสวมชฎาแบบโบราณ มีไม้เท้าเป็นเครื่องเพชรพลอยขั้น

มหาดเล็กคนรู้จักมักคุ้นของรัชกาลที่ 6 ผู้หนึ่งหมายถึง”จมื่นเทวดาเด็กหนุ่มทร” ท่านผู้นี้ได้เล่าให้ข้าราชสำนักฟังต่อๆกันมาว่า “พระเจ้าอยู่หัว (ราชการ6) ทรงเรียกท้าวหิรัญป่าสูรว่า “ตาหิรัญฮู” ซึ่งคนภายในวังยุค ราชการ6 จะทราบถึงเสียงสรรเสริญของ “ตาหิรัญฮู” ดีว่าแสดงเดชะแล้วก็ปาฏิหาริย์อย่างไรบ้าง ก็เลยเล่ากันปากต่อปากเรื่อยๆมา อย่างเรื่องทารกขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงพระโปรดโปรดเกล้าฯ

ให้สร้างรูปท้าวหิรัญป่าสูร โดยให้พระยาเอื้อเฟื้อธรศิลป (หม่อมหลวงตอน กุญชร) เป็นผู้ดำเนินงาน โดยมีมิสเตอร์เอ็งลเลตตี นายช่างชาวอิตาเลี่ยนที่มาปฏิบัติงานในกรมศิลปากรเป็นผู้หล่อ เมื่อหล่อเสร็จก็จะเอาขึ้นตั้งบนฐานในวังพญาไท มิสเตอร์เอ็งลเลตตีก็เอาเชือกผูกคอท้าวหิรัญฮูชักรอกขึ้นไป เสร็จแล้วมิสเตอร์แกลเลตตีก็เจ็บไข้ทันควันดำเนินการมิได้ ด้วยเหตุว่าคอเคล็ดลับโดยไม่ทราบต้นเหตุ พอเพียงพระยาเป็นห่วงเป็นใยไปเยี่ยม ท่านเพียงพอจะทราบปัจจัยก็เลยกล่าวว่าอาจจะเป็นด้วยเหตุว่าเอาเชือกไปผูกคอรูปหล่อท้าวหิรัญฮูให้เอาดอกไม้ ธูป เทียนไปขอโทษเสีย เมื่อนายช่างชาวอิตาเลี่ยนทำตามอย่างคอที่เคล็ดลับก็เลยกลับมาปกติอย่างแปลกประหลาด

กับอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับท้าวหิรัญพนาสูร” ที่เล่ากันมา เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 6 สิ้นพระชนม์แล้วรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชสมบัติต่อ วันหนึ่งท่านได้เสด็จฯ ตรวจรถยนต์พระที่นั่ง ซึ่งเป็นพระราชมรดก โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ ท่านเจ้าออศคาร์นุด้าน กรมหมื่นอนุการปฏิบัติจาตุรนต์ เสด็จไปด้วย กรมหมื่นฯ ท่านนี้ได้กล่าวขอรถยนต์คันหนึ่ง ซึ่งมีรูปท้าวหิรัญฮูติดอยู่ด้วย ซึ่งรัชกาลที่ 7 ก็พระราชทานให้ เล่ากันว่าเมื่อเอารถยนต์กลับไปไว้ที่วังทางแยกหลานหลวง

คืนนั้นก็นอนไม่หลับ ได้ยินเสียงกึกกักๆในโรงเก็บรถตลอดคืน ครั้นเมื่อลุกไปดูก็ไม่เห็นมีอะไร ก็เลยมีความคิดว่าบางทีอาจเป็นเสียงหนู แม้กระนั้นเวลาที่กำลังคิดในทางที่ดีก็จำต้องตกใจหมดตัว เพราะจู่ๆไฟในโรงรถก็กำเนิดสว่างจ้าขึ้นมาเฉยๆถึงแม้ว่าโรงรถปิดอยู่ ก็เลยเรียกคนขับและก็มหาดเล็กไปช่วยเหลือกันมอง แต่พอเพียงเปิดประตูโรงเก็บรถก็ถูกใจหายเป็นครั้งที่ 2 ด้วยเหตุว่าไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย แล้วก็ยังน่าสงสัยที่มองเห็นรถยนต์จอดขวางโรง ซึ่งแต่ก่อนมิได้หยุดในรูปแบบนี้ ก็เลยจำเป็นต้องช่วยเหลือกันกลับรถหยุดใหม่ จากนั้นวันรุ่งขึ้น พระผู้เป็นเจ้าวรวงศ์เธอ ท่านเจ้าออศคาร์นุด้าน กรมหมื่นอนุความประพฤติจาตุๆรนต์ จำเป็นต้องจัดเครื่องเซ่นสังเวยท้าวหิรัญฮูเพื่อขอขมา และไม่กล้าใช้รถพระราชทานคันนั้นอีกเลย…

» Read more
ตำนานไอ้ไข่

ตำนานไอ้ไข่ ที่หลวงปู่ทวดให้ใช้เฝ้าทรัพย์สมบัติ

ตำนานไอ้ไข่ ไอ้ไข่ วัดเจดีย์ หรือ ตาไข่วัดเจดีย์

ตำนานไอ้ไข่ เป็นรูปไม้แกะสลักเป็นรูปเด็กอายุราวๆ 9 – 10 ขวบ สวมชุดลายพรางทหารสวมแว่นตาดำ ซึ่งมาจากสิ่งของที่ชาวบ้านที่นับถือเชื่อถือนำมามอบให้แก้บน ดูบริเวณปากทางเข้าวัดจะมีรูปปั้นไก่ชน
จำนนวนมากวางอยู่บริเวณใกล้กับปากทางเข้าวัดรวมทั้งใกล้ๆกันมีร่องรอยการจุดประทัด เศษส่วนประกอบของประทัดกองอยู่เป็นเนินสูงและก็มีผู้คนเข้าออกมาไหว้พระแล้วก็ต่อด้วยไหว้แก้บนกับรูปแกะสลักไอ้ไข่ จุดประทัดกันอยู่เนื่องๆนั้นอาจแสดงถึง เหตุผล หรือความเชื่ออะไรบ้างอย่าง ?

นาย เรียม ผิวล้วน ประชาชนอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับวัดเล่าให้ฟังว่า วัดเจดีย์ก่อนหน้าเป็นวัดที่รกร้างมาราว 1,000 ปี แล้ว ได้บูรณะใหม่เมื่อปี่ พุทธศักราช 2500 ซึ่งที่ ที่กำลังก่อสร้างอุโบสถอยู่นั้นแต่ก่อนเป็นเจดีย์รกร้างชาวบ้านไม่กล้าเข้าไป
ส่วนประวัติของ ไอ้ไข่ วัดเจดีย์ หรือ ตาไข่วัดเจดีย์ ทำไมถึงเรียกเชื่อต่างกัน? ได้รับคำตอบว่าเมื่อพิจารณาอายุของไอ้ไข่แล้วอายุหลายปีแล้ว

ชาวบ้านเชื่อว่าอาจไม่เหมาะสมที่ลูกหลาน เด็กรุ่นใหม่จะเรียก “ไอ้ไข่” เหมาะสมเรียก “ตาไข่” ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่า…

» Read more
ท้าวแสนปม

ท้าวแสนปม ตำนานที่เล่ากันมานมนาน

ท้าวแสนปม ความจริงของเรื่องเล่าที่ควรรู้

ท้าวแสนปม กล่าวถึงชายผู้หนึ่งนามว่า ตาแสนปม ตาแสนปมเป็นคนดูแลสวนคนหนึ่งในวังของกษัตริย์ แต่ว่าเขาเกิดขึ้นมามีบาปเพราะว่ามีรูปร่างพิลึกไปจากคนทั่วไป ร่างกายของเขามีปุ่มปมขึ้นเยอะไปหมด ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดชื่อของเขานั่นเองตาแสนเงื่อนมีหน้าที่ดูแลสวน และก็ใช้น้ำปัสสาวะของตัวเองรดต้นมะเขือต่างน้ำ ต้นมะเขือที่ปลูกด้วยน้ำปัสสาวะจึงเจริญเติบโตงอกงาม รวมทั้งออกผลใหญ่น่ากิน

ถัดมา มีลิงตัวหนึ่งแอบมาลักลูกมะเขือที่ตาแสนปมปลูกไว้ เมื่อเขาจับได้ก็เลยคิดจะฆ่าลิง แต่ลิงก็ขอร้องขอแลกเปลี่ยนชีวิตของตัวเองกับฆ้องลูกหนึ่ง ตาแสนปมก็เลยตกลงใจรับข้อตกลง รวมทั้งปลดปล่อยลิงตัวนั้นไปวันหนึ่ง ราชธิดาผู้มีรูปโฉมโนมพรรณสวยได้เสด็จมาเดินทางสวน ท่านทรงทอดพระเนตรเห็นมะเขือส่งผลโตสวยก็คิดอยากจะกิน ตาแสนปมก็เลยเด็ดลูกมะเขือมามอบให้แก่ราชธิดาแต่ถัดมาไม่นาน ราชธิดาก็กำเนิดตั้งท้องและคลอดพระบุตรชายมาองค์หนึ่งออกมา แต่ว่าเหตุเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อของพระโอรส พระเจ้าแผ่นดินก็เลยสั่งให้ทหารตีฆ้องร้องป่าวประกาศไปตามเมืองต่างๆเพื่อเสาะหาเขย โดยประกาศว่า หากบุตรชายของพระธิดารับของจากมือชายคนใด ท่านก็จะยกพระธิดาให้แต่งงานรวมทั้งจะยกเมืองให้ดูแลด้วย เมื่อรู้ข่าวสาร บรรดาเด็กหนุ่มทั้งคนปกติทั่วไป ลูกเศรษฐี ลูกมหาเศรษฐี แล้วก็พระราชโอรสจากเมืองต่างๆก็พากันนำขนมนมเนยต่างๆมากมายมามอบให้แก่พระโอรส

แต่พระลูกชายก็ยังปฏิเสธของจาดคนไหนกัน จนถึงท้ายที่สุด ตาแสนปมได้นำเอาก้อนข้าวเย็นมามอบให้แก่พระบุตรชาย ซึ่งพระลูกชายก็รับเอาก้อนข้าวเย็นจากมือตาแสนปมมาอย่างง่ายดาย ทำให้กษัตริย์รู้สึกโกรธอย่างมาก รวมทั้งจะไม่ยินยอมยกพระธิดาให้ตามคำสัญญาตาแสนเงื่อนก็เลยได้นำฆ้องที่ลิงเคยมอบให้ออกมาตี ซึ่งทำให่ปุ่มปมที่เคยปรากฏบนร่างกายหายไปกระทั่งหมด และก็แปลงโฉมเป็นชายหนุ่มรูปงามแทน แล้วหลังจากนั้นตาแสนปมก็ตีฆ้องซ้ำอีกที ก็ปรากฎเป็นกองทัพยกขบวนขันหมากขึ้นมาเมื่อตาแสนปมมีรูปโฉมที่เปลี่ยนไป พระเจ้าแผ่นดินก็เลยยินยอมให้อภิเษกสมรสกับพระลูกหญิง แล้วก็ยอมยกเมืองให้ดูแล แต่ว่าตาแสนเงื่อนกลับไม่ยอมรับ รวมทั้งพาพระมเหสีกับพระบุตรชายเดินทางออกไปจากเมือง แล้วก็พากันเดินทางไปจนถึงชัยภูมิที่เหมาะสม แล้วจึงตีฆ้องเป็นครั้งที่ ๓ ทำให้ปรากฏเป็นเมืองที่มีปราสาทราชวังอันแสนใหญ่โตขึ้นมา แล้วก็ตั้งชื่อว่าเมืองไตรตรึงษ์ ตาแสนปมก็เลยสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นท้าวแสนปม และก็ปกครองบ้านเมืองอย่างมีความสุขสืบมา…

» Read more
เทพทันใจ

เทพทันใจ กับความเชื่อที่คนไทยนับถือ

เทพทันใจ มีประวัติเปป็นมาอย่างไร

เทพทันใจ “เราฯ ไม่ใช่เทวดาทันใจ เราฯเป็น ‘โบโบยี’ แปลเป็นอิสระยว่า ‘บิดาปู่’ หรือ ‘พ่อใหญ่’ คนมอญพม่าเชื่อถือเราฯ มานาน คนมอญสร้างรูปเราฯ เพื่อระลึกคุณความดีตามตำนาน แต่คนพม่าสร้างรูปเราฯ ไว้ทั่วๆไปทุกบริเวณบ้านที่พัก ในฐานะนัต (Nat) กึ่งเทพกึ่งผี

คนประเทศพม่าเชื่อถือผีนัต (Nat) มาก่อนการยอมรับเชื่อถือพุทธศาสนา ปัจจุบันนี้ก็ยังคงเชื่อถือฝังหัวไม่เปลี่ยนแปลง ในบรรดานัตหลากหลาย นัตยอดฮิตตนหนึ่งชื่อว่า “โบโบยี” ใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางใจดี มือซ้ายถือไม้เท้า มือขวาชี้ไปด้านหน้า คนประเทศไทยพากันเรียกว่า “เทพทันใจ” ถ้าไม่ถูกไกด์พม่าหลอก ก็ปั้นเรื่องหลอกตัวเอง หรือผสมๆกันไป

รู้กันในกลุ่มนักเดินทางไทยว่า ใครที่อยากขอพร ให้หาเครื่องบูชาที่มีขายเป็นชุด มี กล้วย มะพร้าว หมาก เมี่ยง ดอกไม้ ใบหว้า รวมทั้งฉัตรธงสักการะบูชา แล้วต่อจากนั้นนำธนบัตรใส่มือนัต 2 ใบ ไหว้ขอพรแล้วดึงกลับมาเก็บไว้ใบหนึ่ง หยอดตู้บริจาคใบหนึ่ง (คล้ายสูตรหลวงพ่อคูน) เสร็จแล้วก้มให้หน้าผากสัมผัสนิ้วชี้ของนัต ดูจากของเซ่นไหว้ล้นเหลือ นัตตนนี้ดูท่าจะเป็นที่นิยมกว่าใคร เห็นทีว่าคงจำต้องบันดลพรตลอดเวลา ไม่มีทางหยุด รวมทั้งที่แน่ๆเป็นเงินจากนักเดินทางไทยมากพอสำหรับค่าไอโฟน 8s เครื่องใหม่ของหลวงพี่ ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าเครื่องปรับอากาศ เลี้ยงพระอีกทั้งวัดได้สบายๆทั้งปี

ความจริงที่ไม่จริงซึ่งนักเดินทางไทยไม่ใส่ใจก็คือ เดิมนั้นเทพองค์นี้มาจากตำนานพระเจดีย์เละเกิ่ง (ชเวดากอง) กล่าวอีกนัยหนึ่ง หลังจาก ตปุสสะ ภัลลิกะ (ตะเป๊า ตะปอ) พ่อค้าวาณิชมอญสองพี่น้องได้รับพระราชทานพระเกศาธาตุจากพระพุทธเจ้า 8 เส้นและก็ได้นำกลับมายังชาติบ้านเมือง มอบให้พระเกศาธาตุดังที่กล่าวผ่านมาแล้วแก่พระเจ้าอุกกะลาปะ กษัตริย์มอญผู้ครองบ้านครองเมืองอุกกะลาปะ (ชื่อโบราณของเมืองเละเกิ่ง หรือย่างกุ้ง) ระหว่างค้นหาสถานที่อันสมควรเพื่อสร้างพระเจดีย์ประดิษฐานพระเกศาธาตุ หน้าที่เทพอุ้มสมก็ได้ปรากฏขึ้น

เนื่องจากว่ามีเพียงแต่ “พ่อปู่” หรือพระอินทร์แปลงองค์เดียว ที่รู้สถานที่ติดตั้งพระธาตุของอดีตกาลพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ก่อน ก็เลยบินลงมาบอกทางไปยัง “เขาสิงคุตระ” ที่เหมาะใส่พระเส้นผมธาตุของพระพุทธโคดมเอาไว้ภายในที่เดียวกัน…

ไอ้ที่ชี้นิ้วโน่น ชี้ไปยังสถานที่สร้างเจดีย์ประดิษฐานพระธาตุ!!!

พระอินทร์ยังงงไม่หาย เพราะอะไรคนประเทศไทยก็เลยเลือกที่จะแต่งเรื่องแล้วเชื่อมั่นฝังหัวงมงายเสียเอง สนุกสนานกับการขอกันถึงปานนั้น แต่ที่แน่นอนทางวัดพม่าอาจจะดีใจ คนประเทศไทยบินผ่านน้ำผ่านสมุทรไปยืนตั้งแถวส่งส่วยให้ในรูปแบบใหม่

“ข้าฯ รักคนไทย คนไทยใจดี ลูกหลานของเราฯ อีกทั้งมอญพม่าว้ากะเหรี่ยงไทใหญ่ไปทำงานประเทศไทยเป็นล้านคน ชาวไทยก็ดูแลพวกเขาอย่างยอดเยี่ยม ให้งานทำ เราฯ ก็เลยรักคนประเทศไทย ต้องการบอกแก่ท่านทั้งหลายแหล่ว่า อย่าพยายามให้เราฯเป็นเทพทันใจเลย คนประเทศไทยมีธรรมะที่ยอดเยี่ยมของพุทธองค์อยู่แล้ว เราฯ ก็เป็นผู้หนึ่งที่เชื่อถือในพระธรรมคำสอนพวกนั้น สิ่งที่เราฯ มีให้ชาวไทยอย่างล้นเหลือเป็นความหวังดี…จะนำหน้าผากมาสัมผัสนิ้วเราฯ ก็ยินดี แต่ควรรู้เรื่องว่า ข้ามิได้มีพรวิเศษใด (ไม่งั้น เราฯคงจะช่วยบุตรหลานเราฯ ให้มั่งคั่งสมใจกันทุกคน ไม่ต้องข้ามน้ำผ่านทะเลไปทำงานเมืองไทย) แต่เพื่อเป็นการเตือนตน ขอท่านต้องมีสติสัมปชัญญะและก็ใส่ใจรู้ ตามแนวทางหลุดพ้นอันวิเศษแห่งพุทธองค์เถิด”…

» Read more
1 2 3