เดอะ แรม

ความหลอนของแอนนาเบล เดอะ แรม

เดอะ แรม ปีศาจผู้อยู่เบื้องหลังความหลอนของแอนนาเบล

เดอะ แรม ตุ๊กตาเด็กผู้หญิงหางเปียสีแดง ดวงตาลึกโปน แก้มแดงก่ำ และก็รอยยิ้มที่เหยียดหยามขึ้นราวแสยะออกมา เป็นภาพจำที่ทุกคนคงจะเคยชินกันดีของเจ้าตุ๊กตา แอนนาเบล (Annabelle) ตุ๊กตาเฮี้ยนที่ยืนขึ้นมาหลอกไม่ว่าใครที่เข้ามายุ่ง ในหนังสยองขวัญที่ส่งต่อความขนหัวลุกมาแล้วถึงสามภาค ตั้งแต่ Annabelle (2014), Annabelle: Creation (2017) แล้วก็ปัจจุบัน Annabelle Comes Home (2019)

เรื่องราวสยองขวัญที่ถูกเอามาทำเป็นหนังนี้ ได้รับแรงผลักดันมาจากตำนานจริงของ Raggedy Ann ตุ๊กตาผ้าที่มีผมเปียสีแดงราวตุ๊กตาแอนนาเบลในหนัง นักแสดงสมมุติที่ผลิตขึ้นโดนนักแสดงคนวาดการ์ตูนคนประเทศอเมริกา จอห์นนี กรูเอลล์ (Johnny Gruelle) ซึ่งเป็นตุ๊กตาที่โด่งดัง ได้รับความนิยม และหาซื้อได้ตามปกติ

ต่อมาคุณแม่ท่านหนึ่งหาซื้อเจ้าตุ๊กตานี้มามอบเป็นของขวัญให้กับ ดอนนา (Donna) นักเรียนแพทย์สาวในวันเกิดอายุ 28 ของเธอ ซึ่งภายหลังที่ดอนนานำตุ๊กตาเข้ามาอยู่ในหอพัก เธอก็เริ่มดูได้ว่า เจ้าตุ๊กตาผ้าชอบเปลี่ยนที่ไปนั่นที่ตรงนี้อยู่บ่อยครั้ง หรือบางทีก็เปลี่ยนอิริยาบถเอง เธอก็เลยพาคนทรงมาที่หอพักเพื่อหาต้นเหตุของการขยับตัวของตุ๊กตา โดยคนทรงบอกกับเธอว่า ตุ๊กตาตัวนั้นถูกวิญญาณของเด็กผู้หญิงชื่อ “แอนนาเบล” ที่เสียชีวิตรอบๆหอของเธอสิงอยู่

ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ดอนนาก็เลยยินยอมให้แอนนาเบลสิงอยู่ในตุ๊กตาถัดไป กระทั่งแอนนาเบลเริ่มอาละวาดด้วยการทำร้ายร่างกายแฟนชายหนุ่มของดอนนาด้วยแนวทางต่างๆอย่างการคลานขึ้นมาทับที่อก หรือทำให้เขาตัวงอแบบควบคุมไม่ได้ขณะเดินผ่านตุ๊กตา ทำให้เธอตัดสินใจเรียก เอ็ดและก็ลอร์เรน วอร์เรน (Ed amd Lorraine Warren) คู่สามีภรรยานักปราบผี (ต้นแบบของผู้แสดงหลักใน The Conjuring) มาช่วยกำราบแอนนาเบล จนได้รู้เรื่องรู้ราวจริงว่าสิ่งที่สิงตุ๊กตาอยู่ไม่ใช่วิญญาณของแอนนาเบล แม้กระนั้นเป็นภูติผีปีศาจจุดมุ่งหมายจะเข้าสิงดอนนาต่างหาก

ละม้ายกับตำนานจริง เบื้องหน้าเบื้องหลังความหลอนของตุ๊กตาผีสิงในรูปภาพยนตร์ Annabelle ภาคแรกสุด ก็มีต้นเหตุมาจากปีศาจเช่นเดียวกัน โดยเกิดจากการสั่งการของภูติผีปีศาจนาม เดอะ แรม (The Ram)

ในเรื่องราวของ Annabelle เดอะแรมเป็นจอมซาตานที่ลัทธิ Disciple of The Ram เชื่อถือ แล้วก็จะมีพลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆผ่านวิธีการทำพิธีบูชายัญ ทำให้แอนนาเบล หญิงสาวที่เป็นเลิศในสมาชิกลัทธิ รวมหัวกับแฟนชายหนุ่มที่อยู่ในลัทธิเดียวกัน กระทำฆ่าบิดามารดาบุญธรรมของตนเพื่อเซ่นสังเวยให้กับเดอะ แรม

ข้างหลังการฆาตกรรมเกิดขึ้น แอนนาเบลก็ได้ลักลอบเข้ามาในบ้านของ “จอห์น” (เล่นบทโดย วอร์ด ฮอร์ตัน) และก็ “มีอา” (สวมบทบาทโดย แอนนาเบล วอลลิส) คู่ชีวิตที่อาศัยอยู่รออกไป และก็ฆ่าตนเองโดยถือตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่จอห์นซื้อให้มีอาเป็นของขวัญต้อนรับลูกอยู่ในมือ รวมทั้งนำเลือดของตนเองมาวาดเป็นเครื่องหมายบนฝาผนัง ข้างหลังสถานะการณ์การฆ่าตัวตายของแอนนาเบล เจ้าตุ๊กตาก็กำเนิดมีชีวิตรวมทั้งลุกขึ้นยืนมาหลอกจอห์นและก็มีอา โดยมีเป้าหมายหลักเป็นการฆ่าของเด็กแรกเกิดน้อยซึ่งเป็นลูกของพวกเขานั่นเอง

ภายหลังจากมีอาศึกษาวิจัยเรื่องสิ่งลึกลับเพื่อหาทางจัดการกับเจ้าตุ๊กตาบ้าเลือด เธอก็ได้ศึกษาและทำการค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้ตุ๊กตายืนขึ้นมาฆ่าคนได้นั้น บางทีอาจไม่ใช่แค่วิญญาณของแอนนาเบล แต่ว่าเป็นภูติผีปีศาจเดอะ แรม ที่แอนนาเบลแล้วก็แฟนชายหนุ่มบวงสรวง โดยในหนังสือที่มีอาอ่าน อสุรกายเดอะ แรม ถูกวาดออกมาในลักษณะที่มีหัวเป็นแพะ ตัวเป็นคน คล้ายกับ บาโฟเมต (Baphomet) จอมมารตามความเชื่อถือทางไสยศาสตร์ย์ (แม้กระนั้นบาโฟเมตจะมีปีกค้างคาวเสริมเข้ามาด้วย) ส่วนใน Anabelle: Creation ที่เล่าถึงแหล่งกำเนิดของตุ๊กตาผีสิง ก็มีฉากการปรากฏตัวของภูติผีปีศาจที่มีลักษณะเป็นครึ่งคนครึ่งแพะอีกเหมือนกัน

ถึงรูปลักษณ์ของบาโฟเมตมักจะถูกใช้เป็นผู้แทนของความโหดร้ายทารุณ แต่ว่าในลัทธิพวกนอกศาสนาหรือเพแกน (Paganism) ในยุคกลางของยุโรปที่ไม่ยอมรับการเชื่อในศาสนาคริสต์ บาโฟเมตเป็นเปรียบเสมือนผู้แทนของความอุดมสมบูรณ์รวมทั้งการให้กำเนิดที่ชาวเพแกนเชื่อถือ แน่ๆว่าในสมัยที่คริสตจักรยิ่งใหญ่ ชาวคริสต์ในยุคนั้นย่อมไม่เห็นพ้องกับการเชื่อถือสิ่งอื่นที่นอกจากไปจากพระผู้เป็นเจ้า ทำให้บาโฟเมตถูกเห็นว่าเป็นจอมมารที่ความเลวทราม ส่วนผู้ที่เชื่อถือบาโฟเมตก็จะถูกเห็นว่าเป็นคนของลัทธิมารที่ต้านทานความเลื่อมใสของคริสตจักร

นอกเหนือจากนั้น บาโฟเมตยังเคยถูกใช้เป็นข้อกล่าวหาสำหรับเพื่อการลงโทษอัศวินเทมพลาร์ หน่วยรบคริสตชนของประเทศฝรั่งเศสที่มีส่วนสำคัญในการทำศึกอาจารย์เสด โดยในคริสตศักราชที่ 14 พระผู้เป็นเจ้าฟิลิปที่ 4 ได้สั่งจับเหล่าอัศวินเทมพลาร์ในข้อกล่าวหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาโกงทุจริต รักร่วมเพศ ประกอบพิธีลามกอนาจาร และก็หนึ่งในข้อกล่าวหา ก็คือการเข้าลัทธินอกทางรวมทั้งเชื่อถือปีศาจอย่างบาโฟเมต เหล่าอัศวินที่จะต้องข้อกล่าวหาต่างถูกทรมานให้รับสารภาพ ก่อนที่จะถูกประหารด้วยการเผาทั้งที่ยังไม่ตาย โดยสิ่งที่ทำให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีนี้ นักประวัติศาสตร์คาดการณ์ว่า บางทีอาจเป็นความพยายามของพระเจ้าฟิลลิปส์สำหรับการจะกำจัดหนี้สินจำนวนเป็นอย่างมากที่ตนจะต้องจ่ายกลุ่มอัศวินเทมพลาร์หลังการทำสงคราม และก็นักประวัติศาสตร์ยังคาดเดาอีกว่า บาโฟเมตในที่นี้บางทีอาจคือมูฮัมหมัด ศาสดาของศาสนาอิสลามซึ่งเป็นศัตรูของคริสตจักรในตอนนั้น แต่มีการเติมแต่งให้มองเป็นปีศาจที่ชั่วร้ายเพื่อใช้ในข้อกล่าวหา

นอกเหนือจากการเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายแล้ว ชื่อของบาโฟเมตยังชอบถูกเอ๋ยถึงพร้อมกับพิธีบูชายัญ ไม่ว่าจะเป็นการสังเวยเลือด การฆ่าสัตว์ หรือแม้แต่มนุษย์ เพื่อนำมาบูชาหรือเชิญให้บาโฟเมตเข้ามาสิงร่าง ซึ่งในหนัง Annabelle ปี 2014 ก็มีฉากที่แอนนาเบลฆ่าคนภายในนามของปีศาจเดอะ แรม รวมทั้งใช้เลือดสำหรับเพื่อการชวนภูติผีปีศาจเข้าสิงสู่ในร่าง ซึ่งในกรณีนี้คือตุ๊กตาแทนมนุษย์จริง

ส่วนในแง่การปราบปีศาจเดอะ แรม นั้น ใน Annabelle: Creation ได้เผยหลากหลายวิธีที่ถูกใช้เพื่อสู้กับอสุรกาย แต่สิ่งที่ทุกแนวทางมีเช่นเดียวกันเป็นการนำเอาหลักศาสนาคริสต์มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการชักชวนนักบวช ไม้กางเขน รวมทั้งการใช้คัมภีร์ไบเบิลเพื่อปิดผนึกปีศาจไว้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมถึงภาพลักษณ์ความเป็นฝ่ายธรรมะของศาสนาคริสต์ รวมทั้งความเป็นอธรรมของเดอะ แรม หรือบาโฟเมต (ย้อนไปดูภาพแรก สังเกตได้ว่า ตู้ที่เป็นกระจกที่ขังแอนนาเบลตัวจริงมีไพ่ทาโร The Devil เป็นรูปบาโฟเมตประกอบอยู่ด้วย)

ใน Annabelle Comes Home ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นข้างหลังเหตุใน Annabelle เจ้าตุ๊กตาผีสิงได้ถูกกำราบโดยคู่สามีภรรยานักปราบผีเอ็ดและลอเรน กับถูกขังในตู้กระจกข้างในบ้านของทั้งสอง แต่ปีศาจในตัวของตุ๊กตาย่อมไม่ยอมหยุดอยู่เฉยๆแล้วก็อาจจะหาสารพันแนวทางออกมาก่อกวนอีกรอบอย่างแน่นอน ซึ่งใน Annabelle Comes Home นี้ พวกเราบางครั้งก็อาจจะได้เห็นการกลับมาของปีศาจเดอะ แรมอีกที ว่ามันจะสานต่อความสยองของตัวเองอย่างไร…

» Read more
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 

” อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ” เป็นอนุสาวรีย์ในกรุงเทพมหานคร โดยรอบเป็นวงเวียนอยู่กึ่งกลางระหว่างถนนพหลโยธิน ถนนราชวิถี และถนนพญาไท โดยตั้งอยู่ที่ กม. 0 ของถนนพหลโยธิน
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 59 คน ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน โดยพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 และจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485 สถาปนิกผู้ออกแบบอนุสาวรีย์คือ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล

ก่อนที่จะมีการสร้างวงเวียนอนุสาวรีย์ บริเวณจุดตัดของถนนพญาไท ถนนราชวิถี และถนนพหลโยธินนี้ มีชื่อเรียกว่า สี่แยกสนามเป้า
การออกแบบอนุสาวรีย์ของหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล มีแรงบันดาลใจสี่ประการ คือ
ปฏิบัติการของกองทัพทั้ง 5
ปฏิบัติการอย่างกล้าหาญของกำลังพลโดยเฉพาะ
อาวุธที่ทหารใช้สู้รบ
เหตุการณ์ที่สำคัญที่ต้องเปิดการสู้รบ
ตรงกลางอนุสาวรีย์เป็นรูปดาบปลายปืนจำนวน 5 เล่มประกอบรวมกัน
ประติมากรรมทหาร 5 เหล่า หม่อมหลวงปิ่นใช้ดาบปลายปืนซึ่งเป็นอาวุธประจำกายทหาร โดยใช้ดาบปลายปืนห้าเล่มรวมกัน จัดตั้งเป็นกลีบแบบลูกมะเฟือง ปลายดาบชี้ขึ้นบน ส่วนคมของดาบหันออก ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับหินอ่อน มีความสูงประมาณ 50 เมตร ดาบปลายปืนส่วนด้ามตั้งเหนือเพดานห้องโถงใหญ่ ซึ่งใช้เก็บกระสุนปืนใหญ่บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ด้านนอกตอนโคนดาบปลายปืนมีรูปปั้นหล่อทองแดงขนาดสองเท่าคนธรรมดาของนักรบ 5 เหล่า คือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน ศิลปินผู้ปั้นรูปเหล่านี้เป็นลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เช่น สิทธิเดช แสงหิรัญ, อนุจิตร แสงเดือน, พิมาน มูลประสุข, แช่ม ขาวมีชื่อ ภายใต้การควบคุมของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ด้านนอกของผนังห้องโถงเป็นแผ่นทองแดงจารึกนามผู้เสียชีวิต รายนามผู้ที่ได้รับการจารึกไว้มีทั้งสิ้น 160 นาย เป็นทหารบก 94 นาย ทหารเรือ 41 นาย ทหารอากาศ 13 นาย และตำรวจสนาม 12 นาย จนถึงปัจจุบันแผ่นทองแดงจารึกรายนามผู้เสียชีวิตและผู้สละชีพเพื่อชาติจากสงครามต่าง ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2483 – พ.ศ. 2497 รวมทั้งสิ้น 801 นาย
นอกจากเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญ และเป็นที่จารึกรายนามทหารที่เสียชีวิต ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีแล้ว ยังเป็นต้นทางของถนนพหลโยธิน รวมไปถึงศูนย์กลางการคมนาคมที่มีรถโดยสารให้บริการในหลายเส้นทาง เป็นจำนวนมาก ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า BTS และรถตู้ ผ่านตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นชุมทางการคมนาคมที่สำคัญของกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน…

» Read more
ประวัติของพีระมิด

ประวัติของพีระมิด

 

” ประวัติของพีระมิด ” มหาพีระมิดแห่งอียิปต์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ เพียงสิ่งเดียวที่ยังคงสภาพเกือบสมบูรณ์เหมือนในอดีต ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ณ เมืองกิซ่าตอนเหนือของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศ

อียิปต์ ประกอบด้วยพีระมิดใหญ่ 3 องค์ คือ พีระมิดที่บรรจุพระศพของฟาโรห์ คีออปส์ (Cheops)คีเฟรน( Chephren) และไมเซอรินัส (Mycerinus)พีระมิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมใช้เพื่อเป็นที่เก็บมัมมี่หรือพระศพ

ของฟาโรห์นั่นเอง แต่ก่อนจะมาเป็นพีระมิดนั้น ที่ฝังศพในยุคแรกๆของกษัตริย์และราชวงศ์รวมถึงขุนนางชั้นสูง นิยมใช้หินก่อเป็นห้องลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคาแบนราบทับอยู่บนที่ฝังศพ เรียกกันว่ามาสตาบา (Mastaba) มีช่อง

ทางลงไปยังที่เก็บศพหรือหลุมศพจากด้านหลังคา ภายในวาดภาพหรือสลักภาพต่างๆบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าของสุสาน ต่อมาฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser)ในราชวงศ์ที่ 3 ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสต์กาล พระองค์ได้มีคำสั่งให้อิม

โฮเทปผู้เป็นสถาปนิกและคนสนิทของพระองค์ ทำการออกแบบและก่อสร้างสุสานสำหรับบรรจุพระศพของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น อิมโฮเทปจึงออกแบบให้เป็นมาสตาบาก่อซ้อนกันขึ้นไป 6 ชั้นลดหลั่นกันทุกระดับ จึงถูกเรียกว่าพีระมิดขั้นบันไดหรือStep pyramid
ดังนั้นหากอยากเข้าใจถึงวิวัฒนาการของการสร้างพีระมิดให้ลึกซึ้ง จึงควรเริ่ม
ต้นการท่องเที่ยวที่เมืองซัคคารา (Sakkara) ซึ่งอยู่ห่างไปทางใต้ของกรุงไคโรราว 15 ไมล์ พีระมิดของฟาโรห์โซเซอร์ หรือพีระมิดขั้นบันไดแห่งเมืองซัคคารา มีความสูงวัดจากฐานถึงยอดประมาณ 200 ฟุต ฐานเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

วัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกยาว 411 ฟุต และวัดจากด้านเหนือสุดลงไปถึงทางใต้สุดของฐานยาว 358 ฟุต

บริเวณใจกลางภายในโครงสร้างพีระมิดจะเป็นมาสตาบาสูง 26 ฟุตก่อด้วยหินปูนธรรมดา ส่วนพวกขุนนางก็ยังคงฝังศพในมาสตาบาเช่นเดิม
ในยุคต่อมา ฟาโรห์สเนฟรู (Snefru) มีการก่อสร้างพีระมิดอีกหลายพีระมิดที่เมืองแดชชู (Dashur) ซึ่งอยู่ห่างจากซัคคาราไปอีกราว 20 ไมล์โดยปรับให้ทุกด้านลาดเอียงขึ้นสู่ยอดพีระมิด ภายนอกฉาบผิวเรียบ พีระมิดอันหนึ่งที่ทรง

สร้างมีองศาในการสร้างที่ค่อนข้างแปลก คือในส่วนล่างทำมุม 52ºกับพื้นดิน แต่ได้เปลี่ยนองศาการก่อสร้างในช่วงกลางของพีระมิดเป็น 43.2ºไปจนถึงยอดพีระมิด ทำให้พีระมิดมีลักษณะโค้ง จนเรียกขานกันว่า พีระมิดโค้งหรือ Bend pyramid บ้างก็พูดว่าเป็นความล้มเหลวในการพยายามสร้าง
พีระมิดยุคแรก พีระมิดอีกอันหนึ่งที่ฟาโรห์สเนฟรูทรงสร้าง ทำมุม 43ºตลอดจนถึงยอดมีลักษณะพีระมิดสมจริงสูง 341 ฟุต ฐานแต่ละด้านกว้าง 722 ฟุต ถูกขนานนามว่า พีระมิดสีแดง (Red pyramid) มีโครงสร้างหลักมาจาก

หินreddish sandstone จะมองเห็นเป็น สีส้มอมชมพูเมื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ ถือว่าเป็นพีระมิดทรงสมจริงแห่งแรกของโลกก็ว่าได้
แต่พีระมิดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ มหาพีระมิดแห่งเมือง กิซา สร้างได้ลักษณะสมมาตรทำมุม 50º กับพื้นดินในทุกด้าน ด้านนอกฉาบผิวเรียบสร้างในสมัยพระโอรสของฟาโรห์สเนฟฟรู ที่มีชื่อว่าฟาโรห์คู

ฟู(Khufu) นั่นเอง ในราว 2,500 ปีก่อนคริสต์กาล ฟาโรห์คูฟูได้มีคำสั่งให้ก่อสร้างพีระมิดสำหรับพระองค์ที่เขตเมืองกีซ่าชานเมืองไคโรในปัจจุบัน พีระมิดแห่งนี้เดิมสูง 480.9 ฟุต แต่ปัจจุบันหักพังลงเหลือเพียง 455 ฟุต ฐานแต่ละ

ด้านกว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ 2 ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน โดย

การนำเอามาซ้อนกันขึ้นไป ซึ่งต้องใช้หินไม่น้อยกว่า2,500,000 ก้อน รวมน้ำหนักกว่า 6,000,000 ตัน ส่วนฐานกินเนื้อที่ถึง 12เอเคอร์หรือราว 20 ไร่ มีช่องทางแคบๆเจาะลึกเข้าไปภายในพีระมิด ไปจนถึงห้องโถงกลางสำหรับ

เก็บพระศพ ถัดจากมหาพีระมิดคูฟูเป็นพีระมิดของฟาโรห์คาฟเร (Khafre) พระโอรสของฟาโรห์คูฟู มีขนาดเล็กกว่ามหาพีระมิดเล็กน้อยคือสูงประมาณ 471 ฟุต แต่จะมองเห็นสูงใหญ่กว่าเพราะสร้างอยู่บนเนินที่มีระดับสูงกว่าประมาณ

30 ฟุต ส่วนยอดของพีระมิดยังเห็นปูนฉาบเรียบหลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนอื่นๆได้หลุดร่อนายไปตามกาลเวลา พีระมิดอันเล็กลงมาคือพีระมิดของฟาโรห์เมนคูเร (Menkaure) ซึ่งเป็นพระโอรสของฟาโรห์คาฟเรที่ว่าเล็กก็ยังสูงร่วม 60 ม.

และยังมีพีระมิดราชินีเล็กๆอีก 3 หลัง นอกจากสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ที่เรียกว่าพีระมิดแล้ว ยังมีรูปสลักหินขนาดใหญ

สูงกว่า 65 ฟุตมีตัวเป็นสิงโตหัวเป็นคนนอนหมอบเฝ้าพีระมิดคาฟเร รู้จักกันไปทั่วโลกว่าสฟิงซ์ (Sphinx) หลายคน

เชื่อกันว่ารูปหน้าของสฟิงซ์คือพระพักต์ของฟาโรห์คาฟเรเอง แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าพระองค์จะหล่อเหลาขนาดไหน เพราะใบหน้าของสฟิงซ์ได้หักพังไปตามกาลเวลาเช่นกัน ทั้งจากลมฝนแห่งทะเลทรายและการทำลายจากผู้รุกราน…

» Read more
โศกนาฏกรรม

โศกนาฏกรรมที่ต้องไม่ถูกลืมเลือน เที่ยวบินที่ 004

โศกนาฏกรรม สายการบินเลาด้าแอร์ เป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ประสบอุบัติเหตุตกเนื่องจากมาจากปัญหาของเครื่องยนต์หมายเลข 1 ระหว่างทำการบิน เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 223 ศพ เป็นอุบัติภัยทางการณ์บินที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับที่ 28 ของโลก
วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 เวลาประมาณ 23:10 น. ตามเวลาท้องถิ่น เที่ยวบิน NG004 ซึ่งบินมาจากท่าอากาศยานไคตั๊กที่ฮ่องกง ด้วยเครื่องบิน Boeing B-767-3Z9ER ทะเบียน OE-LAV ชื่อเครื่องบิน ว็อล์ฟกัง อมาเดอุส โมทซาร์ท ได้ออกจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง มุ่งสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเวียนนา มีผู้โดยสาร 213 คน และลูกเรือ 10 คน ภายใต้การควบคุมของกัปตันชาวอเมริกัน Thomas J. Welch และผู้ช่วยชาวออสเตรีย Josef Thurner

เวลา 23:22 Welch และ Thurner ได้รับสัญญาณภาพเตือนว่ามีความผิดพลาดทางระบบที่อาจทำให้ระบบผันกลับแรงขับ (Thrust Reverser) ที่เครื่องยนต์หมายเลข 1 ทำงานขณะบิน หลังจากได้ศึกษาคู่มือแล้ว ทั้งสองลงความเห็นว่าสัญญาณเตือนนั้นเป็นเพียงเหตุการณ์ปกติและไม่ได้จัดการใด ๆ กับสัญญาณเตือน

เวลา 23:31 ระบบผลักดันแรงขับที่เครื่องยนต์หมายเลข 1 ทำงานระหว่างที่เครื่องบินอยู่เหนือพื้นที่ป่าและภูเขาบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดสุพรรณบุรี คำพูดสุดท้ายของ Thurner ที่บันทึกไว้ได้คือ “Oh! Reverser’s deployed!”
เครื่อง 767 สูญเสียแรงยกและฉีกออกเป็นส่วน ๆ กลางอากาศที่ระดับความสูง 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เมื่อเวลา 23.20 น. ซากเครื่องบินถูกพบที่ระดับความสูง 600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในบริเวณซึ่งปัจจุบันเป็นอุทยานแห่งชาติพุเตย จังหวัดสุพรรณบุรี ไม่มีผู้โดยสารและลูกเรือคนใดรอดชีวิต ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 39 คน ชาวต่างชาติ 184 คน อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นหายนะทางการเดินทางทางอากาศที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจวบจนถึงปัจจุบัน ทีมกู้ภัยพบร่างของ Welch กัปตัน ยังคงติดอยู่กับที่นั่งของนักบินหลังอุบัติเหตุ ได้มีผู้มาขโมยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอัญมณี ความสามารถในการขนส่งของสายการบินหายไปถึง 1 ใน 4 จากผลของการตก

หลังเหตุการณ์ นิกิ เลาดา เจ้าของสายการบิน ได้เดินทางมาอำนวยการค้นหาร่างของผู้เสียชีวิตด้วยตัวเอง…

» Read more
การถ่ายภาพ

ประวัติถ่ายภาพของโลก

การถ่ายภาพ ได้วิวัฒนาการมาจากการวาดภาพของจิตรกรในสมัยโบราณ เพื่อบันทึกภาพแห่งความทรงจำและภาพแห่งความประทับใจเอาไว้ เพื่อใช้ในการสื่อสารและสื่อความหมาย ในเวลาต่อมามนุษย์ได้มีความคิดที่จะสร้างภาพให้ได้

เหมือนจริงตามธรรมชาติ และใช้เวลาในการสร้างภาพให้น้อยลง จึงได้คิดวิธีการทำกระโจมให้เป็นห้องมืด และเจาะรูให้แสงลอดเข้ามา จากนั้นจะใช้เฟรมรับภาพแล้ววาดภาพที่เกิดขึ้นฝั่งตรงข้ามกับช่องรับแสง ต่อมาได้วิวัฒนาการมี

การประดิษฐ์กล้องออบสคิวรา (Camera Obscura) ช่วยในการวาดภาพ ซึ่งปี ค.ศ. 1490 ลีโอนาโด ดา วินซี (Leonardo Da Vinci) นักวิทยาศาสตร์และศิลปะชาวอิตาเลียน ได้บันทึกคำอธิบายเกี่ยวกับหลักการทำงานของ

กล้องออบสคิวราไว้อย่างสมบูรณ์ ทำให้คนเริ่มเข้าใจเรื่องกล้องมากขึ้น โดยเฉพาะจิตรกรสนใจนำกล้องออบสคิวราไปช่วยในการวาดภาพลอกแบบ เพื่อให้ได้ภาพในเวลาที่รวดเร็วขึ้น มีสัดส่วนเหมือนจริง และมีแสงเงาที่ถูกต้อง

ศตวรรษที่ 19 มนุษย์ก็ประสบผลสำเร็จในการคิดค้นกระบวนการสร้างภาพ จากผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาความรู้จากศาสตร์ 2 สาขา คือ สาขาฟิสิกส์ ได้แก่เรื่องของแสงและกล้องถ่ายภาพ และสาขาเคมี ในส่วนที่เกี่ยวกับฟิล์ม สารไวแสง และน้ำยาสร้างภาพ

บุคคลแรกที่สามารถใช้กล้องออบสคิวราบันทึกภาพได้ คือ โจเซฟ เนียฟฟอร์ เนียฟซ์ (Joseph Nicephore Niepce) ชาวฝรั่งเศส ด้วยการถ่ายภาพเมือง ชาลอง เซอร์ ซอง (Chalon-Sur-Saone) จากหน้าต่างบ้านของ

เขา ใช้เวลาการเปิดรับแสงนาน 8 ชั่วโมง ด้วยสารไวแสงบิทูเมน (Bitumen) ฉาบบนแผ่นโลหะที่ผสมระหว่างดีบุกกับตะกั่ว นำไปล้างด้วยสารละลายไลท์ปิโตรเลี่ยม (Light Petroleum) ผสมกับน้ำมันลาเวนเดอร์ (Lavender)

บริเวณที่ถูกแสงสารบิทูเมนจะแข็งตัว บริเวณที่ไม่ถูกแสงจะอ่อนตัว ทำให้ถูกล้างออกไปจนหมด เหลือแต่ผิวของแผ่นโลหะเป็นสีดำ นับว่าเป็นภาพถ่ายภาพแรกของโลก ในปี ค.ศ. 1826

ต่อมาปี ค.ศ. 1837 หลุยส์ จาคเกอร์ แมนเด ดาแกร์ (Louis Jacques Mande Daguerre) จิตรกรชาวฝรั่งเศส ได้ใช้แผ่นทองแดงฉาบผิวหน้าด้วยเงิน (Silver) แล้วนำไปอังไอโอดีน (Iodine) ทำให้เกิดเกลือเงินไอโอได

(Silver Iodide) เพื่อให้เป็นสารไวแสง แล้วนำไปถ่ายภาพโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นนำแผ่นทองแดงที่ถูกแสงแล้วไปอังไอปรอท ซึ่งจะเกาะติดผิวเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงเท่านั้น จากนั้นนำไปแช่น้ำเย็น และทำให้คง

สภาพ โดยแช่สารละลายของเกลือแกง หรือไฮโป ส่วนใดที่ไม่ถูกแสงจะละลายออกไป ภาพที่ได้จะมีความละเอียด คมชัด กว่าภาพของโจเซฟ เนียฟฟอร์ เนียฟซ์ ลักษณะของภาพจะกลับซ้ายเป็นขวาเหมือนภาพที่มองผ่านกระจกเงา

เรียกว่า กระบวนการถ่ายภาพดาแกโรไทป์ (Daguerrotype)
และในปี ค.ศ. 1840 วิลเลี่ยม เฮนรี่ ฟอกซ์ ทัลบอท (William Henry Fox Talbot) นักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้พัฒนากระบวนการถ่ายภาพ ด้วยการถ่ายภาพเนกาทิฟ ลงบนกระดาษที่ฉาบผิวหน้าด้วย

ซิลเวอร์ไอโอไดด์ หลังจากนำไปเข้ากล้องถ่ายภาพ และถ่ายภาพแล้ว นำกระดาษมาล้างในน้ำยาสร้างภาพ ซึ่งใช้ส่วนผสมของเงินไนเตรทกับกรดแกลลิก เขาเรียกน้ำยานี้ว่า แกลโลไนเตรท ออฟ ซิลเวอร์ (Gallonitrate of

Silver) เมื่อนำไปผ่านกระบวนการสร้างภาพและคงสภาพแล้ว จะได้ภาพพอซิทิฟที่สมบูรณ์ กระบวนการถ่ายภาพเนกาทิฟ – พอซิทิฟ ของทัลบอทนี้ เรียกชื่อว่า “แคโลไทป์” (Calotype) ซึ่งเป็นต้นแบบในการพัฒนาสร้างฟิล์มเนกาทิฟในยุคต่อมา…

» Read more
ดวงจันทร์

20 ก.ค.1969 ก้าวแรกมนุษยชาติเหยียบ “ดวงจันทร์”

“ดวงจันทร์” ย้อนหลัไปงช่วงนี้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ผู้คนทั่วโลกต่างลุ้นไปด้วยกัน
กับก้าวสำคัญที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ที่มนุษย์สามารถข้ามผ่านจากโลกขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ ที่ก่อนหน้าเราได้แต่แหงนหน้ามองดูท้องฟ้าและจินตนาการมากมายมีอะไรอยู่บนนั้น
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ FanPage ได้โพสต์ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์นั้น โดยระบุ
“16 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 ยานอะพอลโล 11 พร้อมด้วยมนุษย์สามคน ทะยานจากแหลมคานาเวอรัลขึ้นสู่ฟ้า มุ่งหน้าไปปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่ในห้วงอวกาศ

มนุษย์กำลังจะไปเยือนดวงจันทร์ ดาวบริวารเพียงดวงเดียวของโลกที่เฝ้ามองกันอยู่ทุกค่ำคืน
20 กรกฎาคม ค.ศ.1969 ยานอะพอลโล 11 ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์สำเร็จ เป็นครั้งแรกของมวลมนุษยชาติที่ได้เหยียบลงบนโลกอีกใบหนึ่ง โทรทัศน์ทั่วโลกร่วมกันเผยแพร่วินาทีสำคัญ ทำให้เกิดความตื่นตัวและความตระหนักถึงความเป็นไปได้ในการสำรวจอวกาศในอนาคต
นีล อาร์มสตรอง เป็นมนุษย์คนแรกที่เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ แต่…ภาพรอยเท้าที่ปรากฏออกสื่อต่าง ๆ ของนาซานั้นไม่ใช่รอยเท้าของนีล อาร์มสตรอง แต่เป็นรอยเท้าของบัซซ์ อัลดริน นักบินอวกาศอีกคนที่ตามลงไปเหยียบดวงจันทร์เป็นคนที่ 2 ที่บันทึกโดยนีล อาร์มสตรอง นั่นเอง…

พื้นผิวของดวงจันทร์มีลักษณะขรุขระ เต็มไปด้วยฝุ่นที่คล้ายกับแป้ง เมื่อนักบินอวกาศเหยียบลงไปจึงปรากฏรอยเท้าให้เห็นอย่างชัดเจน รอยเท้าเหล่านี้จะประทับอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ไปอีกได้นานนับล้านปี เนื่องจากบนดวงจันทร์ไม่มีลมหรือฝนที่จะทำให้สภาพพื้นผิวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม”
19 กรกฎาคม ค.ศ.1969 นีล อาร์มสตรอง และบัซซ์ อัลดริน ปักธงชาติสหรัฐอเมริกาบนพื้นผิวดวงจันทร์อย่างสง่างาม แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องทะยานกลับสู่โลก บัซซ์ อัลดริน มองเห็นธงชาติล้มลงจากแรงขับดันจากไอพ่นของยานลูนา โมดูล”

รู้หรือไม่…?!? นีล อาร์มสตรอง และบัซซ์ อัลดริน อยู่บนดวงจันทร์เกือบครบ 1 วันตามเวลาบนโลก ?

“EVA (Extravehicular Activity)” เป็นคำที่เรียกรวมการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ของนักบินอวกาศที่อยู่นอกเหนือชั้นบรรยากาศโลกทั้งหมด ซึ่งในภารกิจอะพอลโล 11 นี้มีการทดลองและติดตั้งอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง ทำให้นีลและบัซซ์ต้องใช้เวลาอยู่บนดวงจันทร์นานถึง 21 ชั่วโมง 36 นาที อย่างไรก็ดี 7 ใน 21 ชั่วโมงนี้ ทั้งคู่ใช้ไปกับการนอนหลับในยานอวกาศ (ส่วนอีกคน ไมเคิล คอลลินส์ จะอยู่ในยานบัญชาการที่โคจรรอบดวงจันทร์ขณะปฏิบัติการ)

หลังจากยานอะพอลโล 11 นำมนุษย์ไปสู่ดวงจันทร์ได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 20 กรกฏาคม 2512 ดวงจันทร์ ยังคงเป็นสถานที่เดียวในอวกาศที่มนุษย์เดินทางไปถึง…

» Read more
สรยุทธ

“สรยุทธ-ไร่ส้ม”

สรยุทธ โดนจับ โกง อสมท.

 

” สรยุทธ-ไร่ส้ม “13 ปี 4 เดือน! สนับสนุนจัดคิวโฆษณาเกินเวลา โกง อสมท.

ศาลอาญาได้ตัดสินความผิด‘สรยุทธ สุทัศนะจินดา’ในฐานะ กก.บริษัทไร่ส้ม สนับสนุนพนักงาน อสมท จัดคิวโฆษณาเกินเวลา ทำองค์กรเสียหายกว่า138ล้าน ให้จำคุก13ปี 4เดือน ปรับบริษัท8หมื่นไม่รอลงอาญา ส่วน‘พิชชาภา’จำเลยที่1 จำคุก20ปี…
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 ก.พ.59 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าว กรรมการผู้จัดการ บริษัทไร่ส้ม และเจ้าหน้าที่บริษัท รวมทั้งนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท เป็นจำเลย
คดีนี้ ฟ้องโจทก์ ระบุว่าช่วงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548-28 เมษายน 2549 นางพิชชาภา ได้จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการคุยคุ้ยข่าว ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลา เพื่อเรียกเก็บเงินจากบริษัทไร่ส้ม 17 ครั้ง ทำให้ อสมท เสียหาย 138 ล้านบาทเศษ และยังเรียกรับเงินกว่า 600,000 บาท จากนายสรยุทธ และพวก เป็นการตอบแทน

ทั้งนี้ ในวันนี้ นายสรยุทธ ได้เดินทางมาที่ศาลเพื่อรับฟังคำพิพากษาตามที่ศาลนัด โดยขึ้นไปยังห้องพิจารณาคดีทันที

ต่อมาศาลได้อ่านคำได้พิพากษาให้จำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้มีการกระทำความผิดตามที่ฟ้อง จำคุก 20 ปี ลดเหลือ 13 ปี 4 เดือน ปรับบริษัทไร่ส้ม จาก 120,000 ลดเหลือ 80,000 บาท ไม่รอลงอาญา ส่วนนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด จำเลยที่1 จำคุก 30 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ เหลือจำคุก 20 ปี

จากนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลให้ประกันตัว นายสรยุทธ กับพวก โดยศาลพิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์แล้ว มีคำสั่งให้พวกจำเลยประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์ โดยตีราคาประกันคนละ 2 ล้านบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามพวกจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล รวมทั้งให้พวกจำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน…

» Read more
ไวรัสซิกา

ไวรัสซิกา ระบาดหนักทั่วโลก บราซิล !!

วิกฤต ไวรัสซิกา กับการเเพร่ระบาดของเชื้อโลก

 

ไวรัสซิกา (ZIKA VIRUS)  แพร่ระบาดในประเทศบราซิลเมื่อปี 2015 สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสติดเชื้อได้ทวีความรุนแรงในปี 2016 โดยเฉพาะทวีปอเมริกาใต้ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2016 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ไวรัสซึ่งมียุงลายเป็นพาหะเป็น ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’ และยังต้องสงสัยว่าไวรัสดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับกรณีศีรษะของเด็กทารกแรกเกิดเล็กผิดปกติ (ไมโครเซฟาลี) อันเนื่องมาจากแม่ของเด็กติดเชื้อขณะตั้งครรภ์

ผลการสำรวจโดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่ามีเด็กทารกแรกคลอดที่มีอาการผิดปกติใน 30 ประเทศทั่วโลก และยังพบเด็กทารกกว่า 2,100 คน ที่มีพัฒนาการผิดปกติในประเทศบราซิล โดยคาดว่าเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อของมารดาในขณะตั้งครรภ์จากการแพร่ระบาดในปี 2015 อย่างไรก็ตาม วันที่ 18 พฤศจิกายน องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าไวรัสติดเชื้อซิกา และภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับไวรัสตัวนี้ ไม่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่ทางองค์การจะยังคงดำเนินการตามนโยบายควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในระยะยาว เนื่องจากไวรัสซิกายังไม่หมดไป

ไวรัสซิกาจัดเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตของมนุษย์ โดยมียุงเป็นพาหะ และสามารถติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การแพร่เชื้อทางเลือด และจากมารดาที่ติดเชื้อสู่ทารก

ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ มี 46 ประเทศที่แจ้งพบการระบาด ส่งผลให้เกิดการรวมตัวของแพทย์ นักวิจัย ตลอดจนประชาชน ส่งจดหมายปิดผนึกเพื่อแสดงความกังวลว่าชาวต่างชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและก่อให้เกิดการแพร่ระบาดไปทั่วโลก เดือนมิถุนายน ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐฯ (CDC) ได้ประกาศว่าพบผู้ติดเชื้อดังกล่าว 234 รายในสหรัฐฯ และประกาศเตือนสตรีที่ตั้งครรภ์ให้เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่ระบาด 14 ประเทศ อาทิ บราซิล โคลอมเบีย ปานามา ปารากวัย เวเนซุเอลา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกได้ประกาศความเชื่อมั่นว่าบราซิลยังคงเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิก ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมได้อย่างปลอดภัย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงหวาดกลัวและส่งผลให้การแข่งขันโอลิมปิกในปีนี้ค่อนข้างเงียบเหงา…

» Read more
ป่าแอมะซอน

” ปอดของโลก “ถูกเผาไหม้ ป่าแอมะซอน

ป่าแอมะซอน เหตุไฟป่า ที่รุนแรงมากกว่าทุกครั้ง

ป่าแอมะซอน เหตุการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในปีนี้ได้แก่ ไฟไหม้ป่าแอมะซอน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ปอดของโลก” เพราะต้นไม้นับล้านล้านต้นที่ป่าแห่งนี้ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลในช่วงหลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา ช่วยชะลอภาวะโลกร้อนและยังช่วยสร้างออกซิเจนให้แก่โลกใบนี้ด้วย เหตุไฟป่าเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ป่าฝนผืนใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ซึ่งเว็บไซต์ britannica ระบุว่ามีพื้นที่ 6 ล้านตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 12 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย แต่ปีนี้มีความรุนแรงมากกว่าปกติ สถาบันวิจัยด้านอวกาศแห่งชาติบราซิล (INEP) เปิดเผยว่าข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าปริมาณการเกิดไฟป่าในแอมะซอนเพิ่มขึ้นถึง 83% จากปีที่แล้ว

INEP ด้ระบุว่า ระหว่างเดือน ม.ค.-ส.ค. 2019 ตรวจพบการเกิดไฟป่าในป่าแอมะซอนมากถึง 72,000 จุด ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้ามีไฟป่าเกิดขึ้น 40,000 ครั้ง ขณะที่บรรดานักอนุรักษ์ต่างพากันโจมตีประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ของบราซิล ว่าสนับสนุนให้มีการทำไม้และถางป่าเพื่อทำการเกษตร

ในอนาคตที่ไม่แน่นอนของชนเผ่าอูรู-อิว-วอ-วอ แถบแอมะซอนในบราซิล
ไฟป่า : ผืนป่าแอมะซอนถูกทำลายมากเป็นประวัติการณ์จากไฟป่าและการบุกรุก
ไฟป่าแอมะซอน: ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ มอบเงิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อปกป้องป่าฝนที่เป็นปอดของโลก
ป่าแอมะซอนมีความสำคัญต่อโลก นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ไฟป่าที่เผาผลาญแอมะซอน อาจส่งผลให้ “ปอดของโลก” แห่งนี้ไม่สามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากเช่นเดิมอีกต่อไป และจะส่งผลให้การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศทำได้ยากขึ้น ป่าแห่งนี้ยังทำให้เกิดฝนสำหรับทำการเกษตรในอเมริกาใต้ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า พืชพรรณ และผู้คนนับล้าน

แหล่งที่มา bbc

» Read more
กรุงเทพ

น้ำท่วมกรุงเทพ 2485

ย้อนกลับไป ในอดีต น้ำท่วมกรุงเทพ พุทธศักราช 2485

 

กรุงเทพ หรือสยามประเทศได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ นครหลวงอย่างกรุงเทพฯนั้นเล่าก็ได้ฉายาว่า เวนิสแห่งโลกตะวันออก” เพราะมากด้วยลำคลองน้อยใหญ่ ทุกปีเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก แม่น้ำลำคลองเอ่อท้นล้นฝั่งเข้าท่วมเรือกสวนไร่นาและบ้านเรือนผู้คนจนต้องระดมความช่วยเหลือกันเป็นการใหญ่ แม้จะเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แต่ชาวสยามก็ขึ้นชื่อว่าสามารถปรับตัวได้เป็นเลิศ 

ระยะหลังๆมานี้ พื้นที่ กรุงเทพมหานคร จะได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมขัง ถี่ขึ้นแต่ความจริงแล้วกรุงเทพฯ เคยประสบอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง ซึ่ง 1 ในบรรดาเหตุการณ์ น้ำท่วมกรุงเทพ ที่เรียกได้ว่าเลวร้ายที่สุด ตราตรึงใจประชาชนชาวไทยมายาวนานนั่นก็คือเหตุการณ์ น้ำท่วมกรุงเทพ ปี 2485

ในตอนที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2485 ครั้งนั้น เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เมื่อครั้งที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี น้ำได้ท่วมตามสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงเทพฯ เช่น สถานีรถไฟหัวลำโพง ถนนเยาวราช อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภูเขาทอง ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รวมถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม

สถานการณ์ตอนนั้นน้ำท่วมหลายจังหวัดในภาคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ปิง วัง ยม น่าน ท่าจีน แม่กลอง บางปะกง และทางภาคอีสานและภาคใต้ ซึ่งถือว่าเป็นปีหนึ่งที่มีน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ก่อนที่จะมีการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่คือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์

สำหรับกรุงเทพฯ เมืองที่มีชัยภูมิเอื้อต่อการถูกน้ำท่วม แน่นอนว่าเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2485 ได้เปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร (ของคนยุคนั้น) ให้กลายเป็นทะเล (น้ำจืด) ขนาดใหญ่ ที่ในหลายๆ พื้นที่มีคนนำเรือออกมาพายกันเป็นทิวแถว

ในขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2485 สร้างความเดือดร้อนและความยากลำบากให้กับประชาชนทั่วไป แต่ว่าส่วนใหญ่ก็เป็นความยากลำบากทุกข์ใจที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้ใหญ่ แต่ว่ากับเด็กๆ (ในยุคนั้น) หลายๆ คนกับรู้สึกแตกต่าง เพราะเมื่อนานๆ เข้าน้ำจะท่วมสูงถึงระดับที่สามารถลงแหวกว่ายและพายเรือได้ พวกเขาจึงใช้ช่วงเวลานี้เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน

ความรุนแรงของ น้ำท่วมกรุงเทพ ในสมัยนั้นทำให้จ้องจารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรกันเลยทีเดียว โดยบันทึกไว้ในหนังสือ “เหตุการน์น้ำท่วม พ.ส.2485” ของ กระซวงมหาดไทย (ภาษาที่ใช้เป็นภาษาตามต้นฉบับของหนังสือ ซึ่งเป็นภาษาไทยที่ใช้กันในสมัยนั้น) มีใจความที่น่าสนใจว่า

“…ด้วยปรากตว่า ฝนตอนต้นรึดูพุทธสักราช 2485 ตกมากทางภาคพายัพและภาคอิสาน เปนเหตไห้น้ำท่วมเรือกสวนไร่นา และบ้านเรือนราสดรทั้งภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอิสาน ไนระหว่างเดือนกันยายน ตุลาคม และพรึสจิกายน เปนอุทกภัยครั้งสำคันไนประวัติการน์น้ำท่วมของเมืองไทยที่ทำความเสียหายไห้แก่ประชาชนพลเมืองเปนหย่างมาก…”…

» Read more
1 2