ประวัติของพีระมิด

ประวัติของพีระมิด

 

” ประวัติของพีระมิด ” มหาพีระมิดแห่งอียิปต์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ เพียงสิ่งเดียวที่ยังคงสภาพเกือบสมบูรณ์เหมือนในอดีต ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ณ เมืองกิซ่าตอนเหนือของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศ

อียิปต์ ประกอบด้วยพีระมิดใหญ่ 3 องค์ คือ พีระมิดที่บรรจุพระศพของฟาโรห์ คีออปส์ (Cheops)คีเฟรน( Chephren) และไมเซอรินัส (Mycerinus)พีระมิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมใช้เพื่อเป็นที่เก็บมัมมี่หรือพระศพ

ของฟาโรห์นั่นเอง แต่ก่อนจะมาเป็นพีระมิดนั้น ที่ฝังศพในยุคแรกๆของกษัตริย์และราชวงศ์รวมถึงขุนนางชั้นสูง นิยมใช้หินก่อเป็นห้องลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคาแบนราบทับอยู่บนที่ฝังศพ เรียกกันว่ามาสตาบา (Mastaba) มีช่อง

ทางลงไปยังที่เก็บศพหรือหลุมศพจากด้านหลังคา ภายในวาดภาพหรือสลักภาพต่างๆบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าของสุสาน ต่อมาฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser)ในราชวงศ์ที่ 3 ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสต์กาล พระองค์ได้มีคำสั่งให้อิม

โฮเทปผู้เป็นสถาปนิกและคนสนิทของพระองค์ ทำการออกแบบและก่อสร้างสุสานสำหรับบรรจุพระศพของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น อิมโฮเทปจึงออกแบบให้เป็นมาสตาบาก่อซ้อนกันขึ้นไป 6 ชั้นลดหลั่นกันทุกระดับ จึงถูกเรียกว่าพีระมิดขั้นบันไดหรือStep pyramid
ดังนั้นหากอยากเข้าใจถึงวิวัฒนาการของการสร้างพีระมิดให้ลึกซึ้ง จึงควรเริ่ม
ต้นการท่องเที่ยวที่เมืองซัคคารา (Sakkara) ซึ่งอยู่ห่างไปทางใต้ของกรุงไคโรราว 15 ไมล์ พีระมิดของฟาโรห์โซเซอร์ หรือพีระมิดขั้นบันไดแห่งเมืองซัคคารา มีความสูงวัดจากฐานถึงยอดประมาณ 200 ฟุต ฐานเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

วัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกยาว 411 ฟุต และวัดจากด้านเหนือสุดลงไปถึงทางใต้สุดของฐานยาว 358 ฟุต

บริเวณใจกลางภายในโครงสร้างพีระมิดจะเป็นมาสตาบาสูง 26 ฟุตก่อด้วยหินปูนธรรมดา ส่วนพวกขุนนางก็ยังคงฝังศพในมาสตาบาเช่นเดิม
ในยุคต่อมา ฟาโรห์สเนฟรู (Snefru) มีการก่อสร้างพีระมิดอีกหลายพีระมิดที่เมืองแดชชู (Dashur) ซึ่งอยู่ห่างจากซัคคาราไปอีกราว 20 ไมล์โดยปรับให้ทุกด้านลาดเอียงขึ้นสู่ยอดพีระมิด ภายนอกฉาบผิวเรียบ พีระมิดอันหนึ่งที่ทรง

สร้างมีองศาในการสร้างที่ค่อนข้างแปลก คือในส่วนล่างทำมุม 52ºกับพื้นดิน แต่ได้เปลี่ยนองศาการก่อสร้างในช่วงกลางของพีระมิดเป็น 43.2ºไปจนถึงยอดพีระมิด ทำให้พีระมิดมีลักษณะโค้ง จนเรียกขานกันว่า พีระมิดโค้งหรือ Bend pyramid บ้างก็พูดว่าเป็นความล้มเหลวในการพยายามสร้าง
พีระมิดยุคแรก พีระมิดอีกอันหนึ่งที่ฟาโรห์สเนฟรูทรงสร้าง ทำมุม 43ºตลอดจนถึงยอดมีลักษณะพีระมิดสมจริงสูง 341 ฟุต ฐานแต่ละด้านกว้าง 722 ฟุต ถูกขนานนามว่า พีระมิดสีแดง (Red pyramid) มีโครงสร้างหลักมาจาก

หินreddish sandstone จะมองเห็นเป็น สีส้มอมชมพูเมื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ ถือว่าเป็นพีระมิดทรงสมจริงแห่งแรกของโลกก็ว่าได้
แต่พีระมิดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ มหาพีระมิดแห่งเมือง กิซา สร้างได้ลักษณะสมมาตรทำมุม 50º กับพื้นดินในทุกด้าน ด้านนอกฉาบผิวเรียบสร้างในสมัยพระโอรสของฟาโรห์สเนฟฟรู ที่มีชื่อว่าฟาโรห์คู

ฟู(Khufu) นั่นเอง ในราว 2,500 ปีก่อนคริสต์กาล ฟาโรห์คูฟูได้มีคำสั่งให้ก่อสร้างพีระมิดสำหรับพระองค์ที่เขตเมืองกีซ่าชานเมืองไคโรในปัจจุบัน พีระมิดแห่งนี้เดิมสูง 480.9 ฟุต แต่ปัจจุบันหักพังลงเหลือเพียง 455 ฟุต ฐานแต่ละ

ด้านกว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ 2 ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน โดย

การนำเอามาซ้อนกันขึ้นไป ซึ่งต้องใช้หินไม่น้อยกว่า2,500,000 ก้อน รวมน้ำหนักกว่า 6,000,000 ตัน ส่วนฐานกินเนื้อที่ถึง 12เอเคอร์หรือราว 20 ไร่ มีช่องทางแคบๆเจาะลึกเข้าไปภายในพีระมิด ไปจนถึงห้องโถงกลางสำหรับ

เก็บพระศพ ถัดจากมหาพีระมิดคูฟูเป็นพีระมิดของฟาโรห์คาฟเร (Khafre) พระโอรสของฟาโรห์คูฟู มีขนาดเล็กกว่ามหาพีระมิดเล็กน้อยคือสูงประมาณ 471 ฟุต แต่จะมองเห็นสูงใหญ่กว่าเพราะสร้างอยู่บนเนินที่มีระดับสูงกว่าประมาณ

30 ฟุต ส่วนยอดของพีระมิดยังเห็นปูนฉาบเรียบหลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนอื่นๆได้หลุดร่อนายไปตามกาลเวลา พีระมิดอันเล็กลงมาคือพีระมิดของฟาโรห์เมนคูเร (Menkaure) ซึ่งเป็นพระโอรสของฟาโรห์คาฟเรที่ว่าเล็กก็ยังสูงร่วม 60 ม.

และยังมีพีระมิดราชินีเล็กๆอีก 3 หลัง นอกจากสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ที่เรียกว่าพีระมิดแล้ว ยังมีรูปสลักหินขนาดใหญ

สูงกว่า 65 ฟุตมีตัวเป็นสิงโตหัวเป็นคนนอนหมอบเฝ้าพีระมิดคาฟเร รู้จักกันไปทั่วโลกว่าสฟิงซ์ (Sphinx) หลายคน

เชื่อกันว่ารูปหน้าของสฟิงซ์คือพระพักต์ของฟาโรห์คาฟเรเอง แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าพระองค์จะหล่อเหลาขนาดไหน เพราะใบหน้าของสฟิงซ์ได้หักพังไปตามกาลเวลาเช่นกัน ทั้งจากลมฝนแห่งทะเลทรายและการทำลายจากผู้รุกราน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *